วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564

โครงการไหว้พระธาตุเมืองเหนือเสริมสิริมงคล ชมโบราณสถาน เรียนรู้ตำนานชามตราไก่ ร่วมสืบชะตาแบบล้านนา

โครงการไหว้พระธาตุเมืองเหนือเสริมสิริมงคล

ชมโบราณสถาน  เรียนรู้ตำนานชามตราไก่ 

ร่วมสืบชะตาแบบล้านนา

ภาพ / เรื่อง... .อนุรักษ์ มงคลชัยประทีป / พรพรรณ ท้าวกาหลง

การไหว้พระธาตุปีเกิดของคนภาคเหนือ เป็นความเชื่อของคนไทย ที่เชื่อกันว่า แต่ละคนที่เกิดมาย่อมมีพระธาตุประจำปีเกิด เช่น คนเกิดปีชวด (หนู) ได้แก่ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ ปีฉลู (วัว) ได้แก่ พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง ปีขาล (เสือ) ได้แก่ พระธาตุช่อแฮ่ จ.แพร่ ปีเถาะ (กระต่าย) ได้แก่ พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน ปีมะโรง(งูใหญ่)ได้แก่ พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ ปีมะเส็ง (งูเล็ก) ได้แก่ พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อินเดีย (ซึ่งมีจำลองมาอยู่ที่วัดโพธารามมหาวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่) ปีมะเมีย (ม้า) ได้แก่  พระบรมธาตุ จ.ตาก ปีมะแม (แพะ) ได้แก่ พระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ปีวอก (ลิง) ได้แก่ พระธาตุพนม จ.นครพนม  ปีระกา (ไก่) ได้แก่ พระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน ปีจอ (หมา) ได้แก่ พระธาตุเกษแก้วจุฬามณี อยู่บนสรวงสวรรค์ (จำลองมาไว้ที่วัดเกตุการาม จ.เชียงใหม่) และปีกุน (หมูหรือช้าง) ได้แก่พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย ในแต่ละปี จึงขอให้มีสักครั้ง ได้ไปกราบสักการะพระธาตุประจำปีเกิด เพื่อความเป็นสิริมงคล


      

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ร่วมกับ ททท. สำนักงานภาคเหนือทุกจังหวัด ได้แก่ ททท.สำนักงานลำปาง นำโดยนายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการฯ ททท.สำนักงานนครสวรรค์ นำโดยนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการฯ นำนักท่องเที่ยวเที่ยวจังหวัดลำปางและจังหวัดลำพูน ในโครงการไหว้พระธาตุเมืองเหนือเสริมสิริมงคล โดยมีนายกฤษณะ แก้วธำรงค์ (รองผู้ว่าการ ททท.ด้านตลาดในประเทศ) คุณสรัสวดี อาสาสรรพกิจ (ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ) ร่วมพิธีสืบชะตาหลวง พร้อมกับ คณะนักท่องเที่ยวจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 400 คน ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง และถือเป็นารเปิดโครงการ “ไหว้พระธาตุเมืองเหนือเสริมสิริมงคล”   พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำปีฉลู  ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ  มีกำแพงล้อมรอบ  เมื่อเดินขึ้นบันใดนาค ผ่านซุ้มประตูโขงไปเป็นวิหารหลวงที่ภายในบรรจุมณฑปพระเจ้าล้านทอง ที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ด้านหลังก็เป็นองค์พระธาตุลำปางหลวง  เจดีย์ทรงกลมแบบล้านนาก่ออิฐถือปูน  ภายนอกบุด้วยทองจังโก ยอดฉัตรทำด้วยทองคำ มีลายสลักดุน ฐานเป็นบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมย่อมุม ภายในบรรจุพระเกศาและพระอัฐิธาตุจากพระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้าและด้านหลัง  บริเวณรั้วรอบองค์พระธาตุยังมีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศ  เมื่อเดินไปทางซ้ายก็จะเป็นวิหารน้ำแต้มที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ภายในเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม กำแพงด้านพระประธานเขียนภาพลายทองบนพื้นรักแดง มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านนาที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุด และหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย ปัจจุบันภาพลบเลือนไปมาก  และยังมีวิหารพระพุทธที่สร้างขึ้นคู่กับวิหารน้ำแต้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยลักษณะงดงามมาก ส่วนวิหารพระเจ้าศิลา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าศิลา เป็นพระพุทธรูปพระนาคปรกเก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้สมัยนั้น  รวมทั้งรอยพระพุทธบาทไม้ศิลปะล้านนา เป็นรอยพระพุทธบาท 4 รอย สลักรอบพระบาทเว้าเข้าไปในพื้นไม้ ร่องรอยบนพื้นรักเป็นลวดลายต่าง ๆ และที่สำคัญคือเงาพระธาตุและพระวิหารหัวกลับ ที่เกิดจากการหักเหของแสงในซุ้มพระบาทที่ สร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ถือว่าเป็น UNSEEN เมืองไทย แต่ซุ้มพระบาทนี้ห้ามผู้หญิงขึ้น

ชมความมหัศจรรย์ของพระธาตุหัวกลับแล้ว ก็เดินทางไปวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดเก่าแก่อายุนับ 1,000 ปี ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เมื่อเดินเข้าไปในวัดจะเห็นพญาธาตุ มณฑปศิลปะแบบพม่า ประดับด้วยกระจกมีลวดลายสีสันงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปบัวเข็ม ซึ่งจำลองมาจากพม่า  ถัดไปเป็นองค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ตามด้วยวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับวัด  นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย,  วิหารพระเจ้าทองทิพย์ ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ ศิลปะสมัยเชียงแสน  และวิหารลายคำสุชาดาราม ที่มีจิตรกรรมฝาผนังลวดลายทองงดงาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแส




เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง ไปชมกรรมวิธีผลิตชามตราไก่ที่พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี เรียนรู้ประวัติชามตราไก่ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน โดยชาวจีนแคะและชาวจีนแต้จิ๋ว  มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชามขาวธรรมดา ไม่มีลาย เมื่อผลิตเสร็จได้ส่งมาเขียนลายสีเผาเคลือบที่ ต.ปังโคย  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อค้าชาวจีนที่อยู่ตลาดเก่า ถ.ทรงวาด จึงสั่งนำเข้าชามไก่มา ต่อมาชาวจีนที่เคยทำชามไก่ได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งบ้านเรือนในไทย  ได้ก่อสร้างโรงงานและเตาเผาชามตราไก่ขึ้น ซึ่งชามไก่ช่วงนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากขาดดินคุณภาพดี  จนถึงปี พ.ศ.2498 อาปาอี้ (ซิมหยู) แซ่ฉิน ได้ค้นพบแร่ดินขาวครั้งแรกที่บ้านปางคำ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง จึงได้ก่อตั้งโรงงานเซรามิคแห่งแรกของลำปางเมื่อ พ.ศ.2508 เพื่อผลิตชามตราไก่ ด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ จนถึงการเผาด้วยเตามังกร (เตาฟืนโบราณ) ปัจจุบันเตามังกรโบราณนี้ได้อนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เซรามิค เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ เราจะเห็นวิธีทำชามตราไก่ทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่นำดินมาขึ้นรูป การวาดลายบาชาม จนถึงการเคลือบผิวชามแล้วนำไปเผา ที่นี่ยังมีชามไก่จิ๋วขนาดเล็กที่สุดในโลก คือเล็กกว่าเมล็ดข้าวเปลือกมาตั้งโชว์ด้วย ต้องมองผ่านแว่นขยายจึงจะเห็นลวดลายอันสวยงามบนชาม และที่สำคัญคือเราได้เห็นเตาเผามังกรโบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งยังคงสภาพเดิมอยู่


หลังเรียนรู้วิธีทำชามตราไก่แล้ว พวกเราก็เดินทางไปยังสะพานรัษฎาภิเศก ซึ่งตอนแรกนั้นเป็นสะพานไม้สร้างในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต  เจ้าของนครลำปางองค์สุดท้าย  ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  นับเป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลยทีเดียว คือยาวถึง  120  เมตร เพื่อเชื่อมการปกรองแขวงหัวเวียง (สวนดอก) กับแขวงเวียงเหนือเข้าด้วยกัน  อีกทั้งเข้าใจว่าชื่อ รัษฎาภิเศก” นี้มีที่มาจากการสร้างสะพานเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นที่ระลึกในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษกรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้พระราชทานนาม  รัษฎาภิเศก  ให้กับสะพานแห่งนี้  ต่อมาสะพานพังลง จึงได้มีการสร้างสะพานขึ้นใหม่ เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีขาวโดดเด่นสะดุดตาด้วยรูปทรงโค้งคันธนูรวม  4  โค้ง  ทั้งยังมีสัญลักษณ์ที่สื่อความ ได้แก่ พวงมาลายอดเสารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครุฑหลวงสีแดงบ่งบอกถึงตราสัญลักษณ์แห่งแผ่นดินสยามสมัยรัชกาลที่ 6 ไก่หลวงหรือไก่ขาวคือสัญลักษณ์ประจำนครลำปาง  สื่อถึงสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต และคำว่า  มีนาคม 2460”  บอกถึงวันที่ สะพานนี้เป็นสะพานรอดพ้นการทิ้งระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  มาได้  บริเวณนี้ยังมีถนนสายวัฒนธรรมลำปาง ให้เดินเล่นถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มีภาพเขียนกราฟิตี้ ลำปางสตรีทอาร์ต (โครงการริเวอร์ สตรีทอาร์ต) ตามแคมเปญ ลำปาง ปลายทางฝัน” ที่มีศิลปินกว่า 20 ชีวิต มาช่วยกันร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะตามแนวกำแพงบ้านเรือน เริ่มจากทางลงสะพานรัษฎาฯ และกาดกองต้า ถนนคนเดินเก่าแก่ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเมืองลำปาง ซึ่งภาพสตรีทอาร์ตแฝงไปด้วยเรื่องราวความน่ารัก รวมถึงภาพที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นจังหวัดลำปางได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นภาพของก๋วยเตี๋ยวซึ่งใส่อยู่ในชามตราไก่ รถม้าลำปาง และภาพเด็กถือลูกโป่ง





                สนุกสนานถ่ายภาพกับภาพเขียนแล้ว ก็เดินทางไปชมความงามของวัดปงสนุก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอนันตยศ ซึ่งเป็นราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่งหริภุญไชย ( จ.ลำพูนในปัจจุบัน ) เมื่อครั้งเสด็จมาสร้างเขลางค์นคร ( จ.ลำปางในปัจจุบัน) ที่มาของชื่อวัดนี้มีบางตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2364 เมืองลำปางและเมืองเชียงใหม่ยกทัพเข้าตีเมืองเชียงแสน ชาวเมืองได้ถูกต้อนมายังฝั่งเวียงเหนือของนครลำปาง โดยหนึ่งในกลุ่มชนนั้นก็มีชาวปงสนุกรวมอยู่ด้วย และขณะเดียวกันชาวเมืองพะเยาก็ได้อพยพมายังฝั่งเวียงเหนือเพื่ออาศัยอยู่เช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อบ้านเมืองสงบ ชาวพะเยาก็ย้ายกลับบ้านเกิดของตน เหลือไว้แต่เพียงชาวปงสนุกที่ยังคงอยู่ ดังนั้นจึงได้เรียกชื่อวัดและชื่อหมู่บ้านตามเผ่าพันธุ์ของตนเอง และคำว่า “ปงสนุก” นั้นก็หมายถึงพงศ์เผ่าแห่งความรื่นเริง   แต่เดิมวัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีพระภิกษุและสามเณรบวชเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนคือ วัดปงสนุกเหนือกับวัดปงสนุกใต้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลได้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วัดปงสนุกมีความพิเศษตรงที่เราจะได้เห็นเหมือนว่ามีวัด 2 วัดตั้งอยู่ในเขตใบพัทธสีมาเดียวกัน ซึ่งพื้นที่ภายในวัดได้มีการถมดินไว้ระหว่างพื้นที่ของวัดทั้งสองเรียกว่า ม่อนดอย  เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุขึ้นมา โดยที่พื้นที่ด้านบนนี้จะมีพระเจดีย์ศรีจอมไคล วิหารพระนอน และวิหารพระเจ้าพันองค์ลักษณะเป็นทรงโถงจตุรมุข อันเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในประเทศไทยตั้งอยู่ข้างบนนั้น ซึ่งวิหารพระเจ้าพันองค์หลังนี้ได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมดีเด่นจากยูเนสโก้เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา ( Award of Merit Wat Pongsanuk; Asia-Pacific Heritage Awards for Culture Herritage Conservation from UNESCO Year 2008 ) โดยวิหารพระเจ้าพันองค์หลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ สร้างด้วยไม้ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของประเทศ ตัวอาคารแสดงถึงการรวบรวมทั้งงานด้านจิตรกรรม สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน พม่า ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างสวยงาม โครงสร้างของวิหารมีลักษณะเป็นมณฑปเปิดโล่งตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์ พระพักตร์แต่ละองค์ก็หันออกไปยังทิศทั้งสี่ ในส่วนของหลังคามีลักษณะซ้อนกันสามชั้นซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม รวมไปถึงเสาสี่เหลี่ยมที่ค้ำตัววิหารก็มีลวดลายอันน่าวิจิตรปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกต้น และบริเวณด้านบนรอบในของตัววิหารนั้นได้รับการประดับด้วยพระพิมพ์องค์เล็กจำนวนมากถึง 1,080 องค์ นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ วิหารพันองค์ ที่ใช้เรียกกันอย่างติดปาก ด้วยความเป็นวัดเก่าที่มากด้วยความสวยงาม แล้วก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น ห้องเก็บ หีบธรรม เก่า ซึ่งเป็นตู้เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎก หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “หีดธรรม” ซึ่งมีการสันนิษฐานกันว่าเพื่อไม่ต้องการให้พ้องกับคำว่าไม้หีบที่ใช้หนีบปลาหรือเนื้อสัตว์ต่างๆ กระทั่งได้คำเรียกอย่างที่ได้กล่าวไปนั่น







วันรุ่งขึ้นพวกเราก็อำลา จ.ลำปาง เดินทางสู่ จ.ลำพูน เดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี  ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระนางจามเทวี ผู้เป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริกุญชัย ก่อนเดินทางไปวัดพระบรมธาตุหริกุญชัยวรมหาวิหาร  เพื่อสักการะพระธาตุหริกุญชัย พระธาตุประจำปีระกา  เราจะต้องเดินผ่านสิงห์ใหญ่คู่หนึ่งยืนเด่นเป็นสง่า  เข้าซุ้มประตูวัดเราก็จะเห็นวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระแก้วขาว พระเสตังคมณีศรีเมืองหริกุญชัย ประทับนั่งอยู่เหนือบุษบกที่แกะสลักลงรักปิดทองอย่างสวยงาม  ถัดไปก็พบองค์พระบรมธาตุหริกุญชัย  เป็นเจดีย์เก่าแก่ทรงลังกาที่ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมี ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตร    และเมื่อเดินมาทางขวาก็จะเป็นสุวรรณเจดีย์ (ปทุมวดีเจดีย์) เจดีย์ทรงปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปดินเผาประทับยืน ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่องค์ ภายในบรรจุพระเปิม พระพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของลำพูน  นอกจากนี้ยังมีหอไตร สถานที่เก็บรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎกครบทั้ง  85,000  พระธรรมขันธ์ พร้อมทั้งอรรถกถาฎีกาและอนุฎีกา รวมทั้งสิ้น 420 พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานทั้งหมดวิหารพระละโว้ ที่ภายในประดิษฐานพระละโว้,  วิหารพระพุทธ ที่ประดิษฐานพระพุทธ พระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย,  วิหารพระทันใจ ประดิษฐานพระทันใจ  และวิหารพระบาทสี่รอย ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีถึง รอยซ้อนกัน






                                ปิดท้ายทริปนี้ที่วัดจามเทวี  เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ภายในวัดเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์สุวรรณ ที่บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี  เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบหริกุญชัย  มีพระพุทธรูปปางประทานพรประทับยืนเป็นชั้น ๆ   รวม  60  องค์  แต่เดิมยอดเจดีย์ห่อหุ้มด้วยทองคำ  ต่อมายอดพระเจดีย์หักหายไป  และยังมีรัตนเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่ทางขวาของพระวิหาร เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ที่แต่ละเหลี่ยมประดิษฐานพระพุทธรูปยืนก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ไว้ในซุ้มจระนำ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัย ที่รวบรวมเครื่องอัฐบริขาร รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งของครูบาศรีวิชัยด้วย

  

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564

ททท. เปิดตัวโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” พร้อมเสนอการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยว เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยว

ททท. เปิดตัวโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว

พร้อมเสนอการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยว

เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ททท. ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ WAT : Worship Activities Tradition “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” โดยมี นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และนางสาวฐาปนียฺ์ เกียรติไฟบูลย์ รองผู้ว่าการ ฝ่ายสินค้าและบริการ ททท. ร่วมงานด้วย ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภายหลังวิกฤตโควิด-19 เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประเทศสู่ความยั่งยืน ภายใต้ BCG Model ด้วยรูปแบบการเดินทางที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขีดความสามารถและปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้วยการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้การท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพและสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น กระตุ้นการใช้จ่ายและขยายฐานตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกาลังใช้จ่ายสูงและกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ    จะมุ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังอุตสาหกรรมบริการที่มีคุณภาพสูง ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ โดยโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจะได้มีข้อมูลและแนวทางในการเดินทางเพื่อสักการะ ไหว้พระ ขอพร และยังจะได้ไปสัมผัสความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่อีกด้วย

                นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่เป็นต้นทุนสำคัญทางการท่องเที่ยว อันเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และขนมธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของผู้คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดทางการท่องเที่ยวจนเกิดโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” ยังส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ทั้งในด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และกระตุ้นให้เกิดรายได้ในพื้นที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่ ททท. สร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

                นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พุทธศาสนายังคงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทย และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยว โดยโครงการ WAT เป็นการผสมผสานเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คน เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางเส้นทางแห่งความศรัทธาให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์เกิดความสุขทั้งทางกายและทางจิตใจ  ทั้งนี้สำนักพุทธศาสนาฯ ได้มีเตรียมการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการสาธารณสุข และมาตรฐานปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA ไว้เป็นอย่างดี

             นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบวิถีปกติใหม่ (New Normal) คือเลือกวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ระยะทางไม่ไกลมาก ไปกับคนคุ้นเคย และมีการท่องเที่ยวตามความสนใจ โดยรัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหลากหลายมาตรการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ดังนั้น ททท. จึงสร้างสรรค์และนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาทางศาสนา ความเชื่อ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวและเพิ่มวันพักค้าง ซึ่งจะเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจฐานรากสู่ชุมชนและท้องถิ่นโดยรอบ โดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินโครงการ WAT หรือ ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” และจัดทำเส้นทางแห่งศรัทธาเพื่อเสริมสิริมงคล ความรุ่งเรืองแห่งชีวิต เชื่อมโยงชุมชนที่มีศักยภาพและแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่พร้อมเสนอขาย จำนวน 15 เส้นทางทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดพิจิตร แพร่ น่าน เชียงราย ชัยนาท สระบุรี เพชรบุรี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครพนม ระยอง ปราจีนบุรี พังงา  สุราษฎร์ธานี และสงขลา    

                 ในโอกาสนี้ ททท. ยังได้นำเสนอผลงานการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ดำเนินการและจัดทำทั้งในรูปแบบ Content Marketing และเส้นทางท่องเที่ยวที่พร้อมเสนอขาย ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม อาทิ เส้นทางดูดาว เส้นทางคนโสด (Single Journey) Power Spot - ฟื้นฟูจิตวิญญาน เส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism)      Workation - ทำงานเที่ยวได้ รวมใจช่วยชาติ และเส้นทางท่องเที่ยวตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA  ป็นต้น ทั้งนี้  เพื่อเป็นการส่งเสริมและก่อให้เกิดการกระจายการเดินทางท่องที่ยวเชิงพื้นที่และช่วงเวลา ผลักดันแนวทางการส่งเสริมเมืองรองและชุมชนในรูปแบบ Local Experience เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สนใจมาสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น สนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ และสอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวสีขาว  โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการตอกย้ำการท่องเที่ยวที่สะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือในการให้บริการทางการท่องเที่ยวและร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไx

   ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลโครงการ WAT และเส้นทางท่องเที่ยวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.tourismthailand.org/tourismproduct หรือ www.facebook.com/Tourismproducts หรือ โทร. 1672 เพื่อนร่วมทาง          

                                                

บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม นำทีมนักแสดงคิวบู้สายบุญ มอบตู้กาแฟหยอดเหรียญแก่ผู้เดือนร้อน สร้างอาชีพ เติมความฝันและอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ...

บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม นำทีมนักแสดงคิวบู้สายบุญ มอบตู้กาแฟหยอดเหรียญแก่ผู้เดือนร้อน สร้างอาชีพ เติมความฝันและอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ...

              บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยนายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัทฯ ร่วมกับรายการสะพานอาชีพ และกลุ่มนักบู้สายบุญ ร่วมกันจัดโครงการมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง  จำนวน 99 ตู้ แก่ผู้ประสบปัญหาและมีความเดือดร้อนนำไปสร้างอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว เพื่อความฝันและอนาคตทีสดใสในวันข้างหน้า 

               เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา  สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) ผู้ดำเนินรายการสะพานอาชีพ พร้อมด้วยกลุ่มนักบู้สายบุญ ได้แก่ นายบุญเรือน เงินเติม นายสายฝน กำมะณี  นายภาณุวัฒน์ กลิ่นขจร (แรมโบ้) นายศรีสุวรรณ อสุชีวะกำจร นายชมพู ประเสริญ และคุณกนกธร คู่วรัญญู รองประธานอำนวยการ บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวแทนนายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัทฯ ได้เดินทางไปที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเครื่องแรก แก่ นายสายัณฆ์ สังข์ประเสริฐ ชาวบ้านบ้านหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ผู้ประสบปัญหาได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากต้องเลี้ยงดูบุตรสาวที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถกระบะพุ่งชน จนได้รับบาดเจ็บจนพิการ เพื่อจะได้มีอาชีพทำกิน สามารถดูแลครอบครัวต่อไปได้อย่างมีความสุข 

               สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) รายการสะพานอาชีพ และเพื่อนกลุ่มนักบู้สายบุญ กล่าวว่า ทางรายการสะพานอาชีพ เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นในการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาและมีความเดือดร้อน แต่ทางรายการจะไม่ให้เป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ เพราะใช้ไปก็มีวันหมด พอหมดแล้วจะยังไงต่อ จะต้องขอใหม่หรือว่าหาหนทางอื่นๆ ทางเราจะมอบอาชีพให้แทน เพราะมีอาชีพแล้วก็จะสามารถต่อยอดต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด  แล้วอาชีพอะไรล่ะที่จะเหมาะสม และไม่เป็นภาระ มีเวลาในการดูแลบุตรหลานและสามารถทำอย่างอื่นได้ไปพร้อมๆ กัน 

             ทางรายการเล็งเห็นว่า “ ตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง เหมาะสมที่สุด ” เพราะติดตั้งได้ง่าย สะดวกที่สุด เพียงมีทำเลที่ตั้ง ไม่ต้องเสียเวลามาดูแล สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อีกด้วย จึงได้ไปปรึกษาและนำเสนอแก่บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ นายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัท24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เห็นว่าเป็นโครงการและเป็นกิจกรรมที่ดีมาก เป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างจริงจัง ผู้ที่เดือดร้อนจะได้มีอาชีพ เพื่อความฝันและอนาคตทีสดใสในวันข้างหน้า อยู่ในสังคมได้ต่อไป ก็เลยยินดีร่วมสนับสนุนโครงการนี้

                คุณกนกธร คู่วรัญญู รองประธานอำนวยการ บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น มีความยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมกับทางรายการสะพานอาชีพในการมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงแก่ผู้ที่ประสบปัญหาและได้รับความเดือดร้อน ตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเป็นตู้ที่มีคุณภาพ ติดตั้งง่าย ใช้เวลาเพียงน้อยนิดก็ติดตั้งเสร็จแล้ว ที่สำคัญกาแฟ โกโก้ ของเราก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกหลักอนามัย ไม่มีไขมันทรานส์ ตู้ของเราเวลาเสีย เราเปลี่ยนอะไหล่ให้ฟรี แล้วทุกๆ 3 ปี บริษัทเราเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ และที่สำคัญถ้าตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเสียหายเนื่องจากเกิดอุบุติเหตุ เช่น รถชน หรือถูกขโมย บริษัทของเรามีทำประกันไว้กับบริษัทประกันภัยด้วย 

              สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) รายการสะพานอาชีพ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ที่ประสบปัญหาและได้รับความเดือดร้อน ถ้าสนใจอยากมีอาชีพ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีความสุข ก็ติดต่อเข้ามาได้ที่ FANPAGE บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม หรือ PAGE ไทยสี่ภาคแอนด์มูฟวี่ หรือ โทร. 062-945-5499 และ 094-830-6356 หรือผู้ใจบุญท่านใดต้องการร่วมช่วยเหลือผู้ยากไร้ ร่วมกับรายการ สามารถติดต่อกับทางรายการได้ในช่องทางเดียวกัน มาร่วมกันช่วยเหลือคนดีในสังคมที่ยังต้องการโอกาส เงินเพียงเล็กน้อยของท่าน อาจเป็นโอกาสสร้างชีวิตใหม่ให้กับพวกเขา ...

ผู้ใหญ่วิโรจน์ร้องสื่อ ลูกชายถูกตำรวจอุ้มไปซ้อม ผ่านมาเกือบปี คดีไม่คืบหน้า... เตรียมนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียน ผบ.ตร. และศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

ผู้ใหญ่วิโรจน์ร้องสื่อ ลูกชายถูกตำรวจอุ้มไปซ้อม  

ผ่านมาเกือบปี คดีไม่คืบหน้า...

เตรียมนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียน ผบ.ตร.

และศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

พ่อของผู้ได้รับบาดเจ็บร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน หลังลูกชายถูกกลุ่มตำรวจกว่า 5 คน เข้ามาในบ้านโดยไม่มีหมายค้น แล้วอุ้มลูกชายตนไปทำร้าย โดยการเตะและตบบ้องหู รวมทั้งใช้ถุงพลาสติกคุมหัวแล้วยกขึ้นทำซ้ำๆ หลายครั้ง จนขาดอากาศหายใจ ลูกชายตนต้องร้องขอชีวิต ก่อนปล่อยตัวยังข่มขู่ห้ามบอกใคร ห้ามไปบอกสื่อ ผ่านมาเกือบปีแต่คดีไม่คืบหน้า...หวั่นได้รับอันตราย

นายวิวัฒน์ แก้วงาม อยู่บ้านเลขที่ 81/39 ม.11 ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เล่าว่าเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เวลาประมาณ 15.00 น. ช่วงเกิดเหตุตนอยู่ที่บ้าน ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาในบ้าน บอกว่าเป็นตำรวจ โดยไม่มีหมายค้นแต่อย่างใด หนึ่งในนั้นได้เดินมาเคาะและขย่มประตูบ้านพร้อมกับพูดเสียงดังในลักษณะตะคอกว่า "มึงเปิดประตู มึงเปิดประตู มึงเปิดประตูเดี๋ยวนี้"ด้วยความกลัวและก็ตกใจ ผู้เสียหายจึงได้ลุกขึ้นไปเปิดประตูบ้าน หลังจากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้เข้ามาในบ้านทันที บังคับให้ผู้เสียหายให้นั่งอยู่นิ่งๆ และยึดโทรศัพท์พร้อมพูดว่า "ห้ามโทรหาใคร" ส่วนคนอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามาภายในบ้าน แล้วต่างคนต่างก็ได้แยกย้ายกันไปตรวจค้นภายในบ้าน ผู้เสียหายจึงสอบถามกลุ่มชายฉกรรจ์ว่า "เป็นใคร ต้องการอะไร มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้ในบ้านของผม" หนี่งในกลุ่มชายฉกรรจ์บอกว่า "มึงก็รู้ว่าพวกกูเป็นตำรวจ มึงอย่าหัวหมอ" หลังจากพูดจบคนที่พูดก็ได้เตะเข้าที่ชายโคลงด้านซ้าย 1 ครั้ง และตบที่ศรีษะอีก 1 ครั้ง ส่วนคนอื่นๆ ก็บังคับให้พี่สะใภ้ของตนเดินไปเปิดประตูห้องภายในบ้านทุกห้อง กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวต่างแยกย้ายกันตรวจรื้นค้นภายในบ้าน และนอกบ้าน ทั้งๆ ที่ผู้เสียหายห้ามทำการตรวจค้น แต่ก็ไม่มีใครเชื่อฟัง หลังจากนั้นแม่ของผู้เสียหายได้กลับมาที่บ้าน กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้บังคับให้แม่ผู้เสียหายไปเปิดตู้เซฟภายในห้องนอน  เมื่อเปิดเซฟออกมาก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด  โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวซึ่งอ้างตัวเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบชุดตำรวจ และไม่แสดงบัตรประจำตัวตัวว่าเป็นตำรวจ หลังจากตรวจค้นภายในบ้านไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแล้ว

    กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายขึ้นรถยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Fortuner สีดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยให้ผู้เสียหายนั่งส่วนท้ายบริเวณสำหรับวางของภายในรถ หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ YAMAHA รุ่น Fino หมายเลขทะเบียน ขฉษ 129 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นรถของแม่ผู้เสียหาย ขับออกไปโดยพลการ

กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายมาที่บ้านพักหลังหนึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเอื้ออาทรหัวหิน ชองการเคหะแห่งชาติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ 10 กิโลเมตร  ภายในบ้านยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4-5 คน กำลังเล่นการพนันไฮโลกันอยู่ กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายเข้าไปในบ้านพักและบังคับให้ผู้เสียหายล่อซื้อยาเสพติด  ทั้งๆ ที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพราะผู้เสียหายไม่รู้จักคนขายและคนเสพยาเสพติด หนึ่งในนั้นจึงพูดว่า "มึงอย่ากวนตีน" จากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้มัดมือผู้เสียหายไขว้หลังและใส่กุญแจมือ พร้อมกับเตะเข้าบริเวณลำตัวของผู้เสียหาย จนทำให้ผู้เสียหายล้มลง พร้อมกระทืบซ้ำบริเวณหลัง และได้เตะผู้เสียหายอีกหลายครั้ง หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นนายตำรวจยศ ร.ต.อ...ได้พูดว่า "มึงหายาให้กูได้ไหม" ผู้เสียหายจึงได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักผู้ขายจริงๆ ตำรวจยศ ร.ต.อ..ดังกล่าวจึงได้ถีบที่ต้นขาผู้เสียหาย หลังจากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ได้นำถุงพลาสติกแบบหูหิ้วสวมคลุมศีรษะตลอดลงไปถึงลำคอของผู้เสียหาย แล้วรีดอากาศภายในถุงออกปิดปากปิดจมูกและรัดคอ เพื่อให้ผู้ที่หายทรมานและหายใจไม่ออก แล้วหิ้วขึ้นจนถุงพลาสติกขาด จากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ทำซ้ำแบบเดิมแต่เพิ่มถุงพลาสติกเป็น 2 ใบซ้อนกัน เพื่อให้หนากว่าเดิมแล้วหิ้วยกขึ้น จนถุงขาดหลังจากถุงขาดแล้ว ก็ได้พูดบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายทำการล่อซื้อยาเสพติด ผู้เสียหายก็ปฏิเสธต่อกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวว่าไม่รู้จักผู้ขายยาเสพติดจริงๆ หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว ก็ได้นำถุงพลาสติกมาทำแบบเดิมอีกหลายครั้ง จนผู้เสียหายหายใจไม่ออกจนเกือบจะตาย ผู้เสียหายได้ร้องขอชีวิตหลายครั้ง

กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวเมื่อเห็นว่าผู้เสียหายไม่สามารถหายาเสพติดให้ได้จึงได้ปล่อยตัวในเวลา 21.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ พร้อมกับพูดข่มขู่ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายบอกใครหรือแจ้งความร้องทุกข์หรือร้องเรียนหน่วยงานใด หากมิฉะนั้นจะโดนกระทำหนักกว่าเดิมและยัดยาเสพติดเพื่อจับกุมดำเนินคดี

ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ผู้เสียหายได้กลับมาที่บ้านกินยาแก้ปวด โดยไม่ได้ไปหาหมอทันทีเนื่องจากเป็นช่วงเวลาดึกและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จนรุ่งเช้าของวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ผู้เสียหาย จึงได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลการตรวจแพทย์ได้สั่งยาแล้วให้กลับมาบ้านเพื่อรอดูอาการ แต่อาการของผู้เสียหายไม่ทุเลา ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม. 2563 ผู้เสียหายได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แพทย์ให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 คืน ความเห็นของแพทย์ระบุว่า “มีบาดแผลถลอกเป็นแนวยาวรอบคอและข้อมือทั้งสองข้างกว้างประมาณ 1.5 ซม.บาดแผลรอยพกช้ำที่บริเวณลำคอด้านซ้ายขนาด 2 ซม. บาดแผลพกช้ำบริเวณใบหูซ้ายขนาด 3 ซม. บาดแผลถลอกบริเวณหลังส่วนล่างด้านขวาขนาด 3 ซม. และการปวดบริเวณลำคอ


นายวิวัฒน์ แก้วงาม ผู้เสียหาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ได้แจ้งความไว้ที่พนักงานสอบสวนเจ้าของพื้นที่ที่เกิดเหตุเนื่องจากเกรงว่าจะไม่รับความเป็นธรรมและไม่ปลอดภัย ผู้เสียหายจึงได้ดำเนินการฟ้องต่อศาลเองและมีความประสงค์จะดำเนินคดีด้วยตนเองจนถึงที่สุด

ด้านผู้ใหญ่วิโรจน์ แก้วงาม พ่อของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจและส่งสารลูกมาก ที่ถูกตำรวจซ้อมเกือบปางตายแล้ว แถมจะยัดยาให้กับลูกตนอีก ถึงขั้นเอาถุงพลาสติกครอบหัวแล้วยกขึ้นทำให้ลูกของตนขาดอากาศหายใจทำซ้ำๆ จนลูกชายต้องร้องของชีวิต จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่เร่งทำคดี จับตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวความปลอดภัยของครอบครัวและลูกชายตน

ผู้ใหญ่วิโรจน์ แก้วงาม ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่เพิ่มเติมว่า ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์วนเวียนเข้ามาหาและติดตามตลอด ขอให้ตนและครอบครัวยอมไกล่เกลี่ยไม่แจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์แก่กลุ่มตำรวจดังกล่าว พร้อมเสนอเงินเยียวยาให้ตนและครอบครัวเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท เพื่อจะได้ยุติคดีความ แต่ตนได้ปฏิเสธไป แล้วขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด สวนคดีความได้ผ่านมาเกือบปีแล้วไม่มีความคืบหน้าจึงมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนให้ช่วยเหลือ

ส่วนในด้านหลักฐานลูกชายตนจดจำใบหน้าตำรวจที่เข้ามาอุ้มได้อย่างชัดเจน  และมีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ขณะกลุ่มตำรวจได้เข้ามาในบ้านของตนไว้ทั้งหมด

หลังจากนี้ถ้าไม่ได้ความเป็นธรรม คดีไม่มีความคืบหน้า ตนจะเดินทางมาขอเข้าพบ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของตน รวมทั้งจะเดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลให้ช่วยเหลือต่อไป

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Credit Card บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) และนางนันทิญา อังคณากานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสุขและความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด (true) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกความร่วมมือโครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564



         โครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนา            ขยายช่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ และสร้างโอกาสในการขายสินค้าการท่องเที่ยวให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ จนนำไปสู่การเดินทางท่องเที่ยว


     บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เกิดจากความมุ่งมั่นของ ททท. ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทย และช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 และรูปแบบการท่องเที่ยวที่ปรับไปสู่วิถีปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Online Marketplace ภายใต้ชื่อ “ห้าง ททท.” หรือ “Tourism Department Store” ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ สทท. ได้คัดสรรพิเศษการันตีความคุ้มค่าและปลอดภัยด้านสุขอนามัย มาให้นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจสินค้าการท่องเที่ยวที่หลากหลายได้เลือกซื้อกัน โดยแบ่งออกเป็น 8 ชั้น แพ็กเกจท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ & ความงาม ที่พัก ร้านอาหาร & เครื่องดื่ม ร้านค้า & ของที่ระลึก กีฬา & นันทนาการ และโปรเด็ด ดีลพิเศษ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตาม Theme ส่งเสริมการตลาดในแต่ละเดือน

     นอกจากนี้ ททท. ยังได้จับมือร่วมกับภาคเอกชน อาทิ KTC และ true ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันสร้างช่องทางการตลาดและขยายการรับรู้สินค้าการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ การกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยก่อนขยายผลไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ


       ทั้งนี้ ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ยังได้ผนึกกำลังในการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการจัดแคมเปญ “ช้อปคุ้มทุกเรื่องเที่ยวบนเว็บไซต์ห้าง ททท. กับบัตรเครดิต KTC”  แลกรับเครดิต เงินคืนสูงสุด 15% (ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำและยอดเครดิตเงินคืนสูงสุด) การจัด Mobile Booth และ Live Steaming ผ่าน Facebook โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร รวมไปถึงรายละเอียดข้อมูลดีลพิเศษต่างๆ จากโครงการได้ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore หรือ Line OA : @tatdepartmentstore









 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...