วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญใหญ่ “ประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564 สู้ภัยโควิด-19”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญใหญ่ “ประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564 สู้ภัยโควิด-19” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ผู้ยากไร้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ 50 เขต และปริมณฑล 5 จังหวัด

          มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญชุดข้าวสารให้ผู้ล่วงลับ เพื่อสมทบทุนข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคมอบให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวม 50 เขต และในพื้นที่ปริมณฑล 5 จังหวัด เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ยากไร้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564  ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม – 3 กันยายน 2564

          เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ในขณะนี้ เพื่อการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติด-แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ในปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงจัดมาตรการและปรับรูปแบบการทำบุญทิ้งกระจาด เป็นการบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อชุดข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ โดยสามารถทำบุญได้ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้ 

.1. ทำบุญชุดข้าวสารออนไลน์: ผ่านบัญชีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 

2. ทำบุญชุดข้าวสาร ที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ทั้งนี้มูลนิธิฯ ขอความร่วมมือในการงดรับข้าวสาร หรือสิ่งของอื่นๆ จากภายนอกเข้าทำบุญที่มูลนิธิฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

                 ประเพณีทิ้งกระจาด ถือได้ว่า เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานกว่า 80 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรก ที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

             ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ Facebook Fanpage atpohtecktung ทางโทรศัพท์ 02-225-0020 หรือสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง110ปีความดีที่ยั่งยืน

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง 1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน... 

DITP เปิดรับสมัครผู้ประกอบการไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ร่วมงาน “The Marché by STYLE Bangkok”

DITP เปิดรับสมัครผู้ประกอบการไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ร่วมงาน “The Marché by STYLE Bangkok” เพิ่มช่องทางเจรจาซื้อขายออนไลน์กับบายเออร์ทั่วโลกในช่วงโควิด

 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ เตรียมจัดงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok (เดอะ มาเช่ บาย สไตล์ แบงค็อก) ในรูปแบบ Virtual Trade Fair และกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทย ได้มีเวทีเจรจาการค้า และซื้อขายกับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าจากทั่วโลกผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

โดยผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น สามารถสมัครเข้าร่วมงานได้ฟรี และจะได้เข้าร่วมงานถึง กิจกรรมด้วยกัน ได้แก่ งานแสดงสินค้าออนไลน์ หรือ Virtual Trade Fair ซึ่งจะเปิดให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลกเข้าชมระหว่างวันที่ 19-23 สิงหาคม 2564 ตามติดด้วยกิจกรรม Online Business Matching ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2564 และได้สิทธิ์เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงานซึ่งมีกำหนดจัดในช่วงปลายปี 2564 

ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่พร้อมคว้าโอกาสทางธุรกิจ สามารถสมัครได้ผ่านระบบฟอร์มออนไลน์ ทาง https://bit.ly/3wDWFtX สมัครฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ปิดรับสมัคร 20 กรกฎาคม 2564 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 081-446-2655 หรืออีเมล marchebystylebkk@gmail.com

 


ฟิตอย่างไรไม่ให้หัวใจล้มเหลว

ฟิตอย่างไรไม่ให้หัวใจล้มเหลว 

            เหล่านักกีฬาและแฟนตัวยงของการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ คงเคยได้รับข่าวสารนักกีฬาเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว วูบเสียชีวิตคาสนามแข่งขันกีฬา หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่สามารถเกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้ได้ในขณะออกกำลังกาย ซึ่งทุกคนสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ด้วยการตรวจเช็กหัวใจเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและครบทุกรายการตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ 

         นพ.อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า สถิติของประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า อาการวูบคาสนามทำให้นักกีฬามีโอกาสเสียชีวิตถึง 1 ใน 50,000 คนต่อการแข่งขันกีฬาระดับวิทยาลัยและอาจจะสูงถึง 1 ใน 5,000 คนในการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล โดยในนักกีฬาที่อายุมากกว่า 35 ปีมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและมักพบในนักกีฬาผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  โดยสาเหตุที่ทำให้นักกีฬาเกิดอาการวูบกลางสนามมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น 1) กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ซึ่งป็นโรคที่พบได้ในนักกีฬาอาชีพ เกิดจากการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายล่างที่มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย หรือเกิดได้จากความผิดปกติทางพันธุกรรม 30% และจะพบได้มากในนักกีฬาผิวดำ โดยหากตรวจเจอว่ามีพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อหัวใจแล้วลงแข่งกีฬาหนัก ๆ อาจเกิดแรงกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตแบบ Sudden Death ได้ เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นมา จะไปขัดขวางระบบการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนัก และถ้านักกีฬาไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา แล้วต้องลงแข่งกีฬาเป็นเวลานาน ๆ และออกแรงมาก ๆ จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายแบบฉับพลันจนวูบกลางสนามได้  2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยคือการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรง จึงทำให้เป็นข้อห้ามในการออกกำลังกาย เพราะอาจกระตุ้นให้หัวใจห้องล่างซ้ายเต้นผิดจังหวะและหยุดเต้นได้ จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตขณะออกกำลังกายได้สูง 3) หัวใจเต้นผิดจังหวะขณะออกกำลังกาย เพราะการแข่งขันในแต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่จนส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจเสียสมดุลและเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ในบางกรณีคือไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีภาวะหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ทำให้ละเลยการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ รู้ตัวอีกทีอาจสายเกินไป 

            ในการออกกำลังกายจะมีการจัดโซนจากเบาที่สุดไปจนถึงหนักที่สุด โดยแต่ละโซนจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดต่อนาที (MPHR) ที่แตกต่างกัน การที่เรารู้ลิมิตของแต่ละโซนจะทำให้สามารถเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพหัวใจได้ Zone 1 50 - 60% MPHR (Very Light) คือการออกกำลังกายเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง จะไม่รู้สึกเหนื่อยมาก Zone 2 60 - 70% MPHR (Light) การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ช่วยดึงไขมันออกจากร่างกาย ดีต่อหัวใจและปอด Zone 3 70 - 80% MPHR (Moderate) ช่วยระบบเผาผลาญ เพิ่มความฟิต เหงื่อออกมาก เหมาะกับคนรักสุขภาพที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย Zone 4 80 - 90% MPHR (Hard) ช่วยเพิ่มความทนทานให้แก่กล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย เกิดการหายใจเร็ว กล้ามเนื้อตึงล้ามาก เหมาะกับนักกีฬาหรือคนทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ Zone 5 90 - 100% MPHR (Maximum) การเพิ่มศักยภาพในการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อย หายใจเร็ว กล้ามเนื้อเกิดการตึงล้า เหมาะกับนักกีฬาที่ฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวลงแข่งขัน 

            การตรวจเช็กความฟิตของนักกีฬาก่อนลงแข่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันอาการวูบคาสนามและหัวใจล้มเหลวขณะออกกำลังกายได้ โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 1) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG - Electrocardiogram) เป็นการคัดกรองความผิดปกติของหัวใจ ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของหัวใจ ทำให้สามารถลดการเสียชีวิตในกลุ่มของนักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีได้ถึง 90% 2) การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) จะทำให้ทราบระบบไหลเวียนเลือดและกราฟไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยคัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในระยะที่มากกว่า 70% ได้ 3) ตรวจหัวใจด้วย MRI (Magnetic Resonance Imaging)แสดงการบีบตัวของหัวใจได้ใกล้เคียงอวัยวะจริงมากที่สุด สามารถแสดงตำแหน่งทางเดินของเส้นเลือดหัวใจว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญคือ ใช้ในการตรวจค้นหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตรวจหาพังผืดในโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว เพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะออกกำลังกาย 4) ตรวจหาคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Scan: CAC)เป็นการประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป  

            และในทุกการแข่งขันผู้จัดควรเตรียมอุปกรณ์การช่วยชีวิตให้พร้อม โดยเฉพาะเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED) อุปกรณ์ที่ช่วยช็อกไฟฟ้ากระตุกหัวใจเพื่อหยุดการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ ช่วยให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะที่ถูกต้อง และควรมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำการช่วยชีวิตได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินขณะทำการแข่งขัน ซึ่งการช่วยเหลือจะต้องถูกวิธีและอยู่ระหว่าง 3 - 5 นาที เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ซึ่งก่อนช่วยเหลือควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมว่าปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงหรือไม่ โทรสายด่วน 1669 หรือรถพยาบาลสนามที่มีเครื่อง AED เพื่อทำการช่วยเหลือ โดยเริ่มจากการเรียกผู้ป่วยฉุกเฉิน ถ้าไม่มีการตอบสนองให้ทำการฟื้นคืนชีพโดยกดหน้าอกทันทีจนกว่าเครื่อง AED หรือทีมรถพยาบาลจะมาถึง 

            สำหรับนักกีฬาอาชีพสิ่งสำคัญคือการตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกปีเพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายพร้อมที่จะลงแข่ง โดยเฉพาะการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด ส่วนคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายควรตรวจเช็กสุขภาพทุกปี ที่สำคัญหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายจะได้พบแพทย์ได้ทันท่วงที สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ รพ.หัวใจกรุงเทพ โทร. 02-310-3000 โทร.1719  หรือ HEART CARE LINE Official : @hearthospital  





  

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ดันอัญมณี-เครื่องประดับไทยผงาดในตลาดโลก พาณิชย์ไทยกับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น เซ็น MOU Mini-FTA ฉบับแรก

ดันอัญมณี-เครื่องประดับไทยผงาดในตลาดโลก

พาณิชย์ไทยกับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น เซ็น MOU Mini-FTA ฉบับแรก 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเซ็น MOU แบบ Online โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมในพิธี ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564

โดย นายจุรินทร์ ประธานในพิธีและเป็นสักขีพยาน กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด-19 และวิกฤติเศรษฐกิจของโลก การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือน (มกราคม.-พฤษภาคม) ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้จากการส่งออกเป็นมูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.78%  โดยเฉพาะภาคการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ประเทศไทยสามารถส่งออก มูลค่า 67,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินของไทยสามารถทำการส่งออกได้เป็นลำดับที่ 1 ของโลก และพลอยสีเป็นลำดับที่ 3 ของโลก

สำหรับการค้าไทย-ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของไทยและตลาดญี่ปุ่นถือว่าเป็น 1 ใน 6 ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญที่สุดของไทย 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปญี่ปุ่นมูลค่า 2,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.84% ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากระบบในการค้าปกติหรือรูปแบบการทำ FTA ตนมอบนโยบายความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกหรือการลงนามบันทึกความเข้าใจที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับมณฑลของรัฐหรือเมืองที่มีความสำคัญ

การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ จึงเกิดขึ้นถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย เป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

ประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาด และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี

ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป ประการที่สาม ตนหวังว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564 นี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท  บวก 2% แต่ปี 64 ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5  ไม่ต่ำกว่า 15,500 ล้านบาท

ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศกรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย

โดยช่วงหนึ่งของบรรยากาศในงานวันนี้ ทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000 คนถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพเพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดจะคลี่คลายโดยเร็วและอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป

และหลังจากนั้นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น

หลังเสร็จพิธี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า " การลงนามนี้ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟท์แวร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

Mini FTA ฉบับต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าคือทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดียและอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ และได้คุยกับภาคเอกชน ในช่วง 4-5เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นมียอดสั่งซื้อมากขึ้นประมาณ 30% จากที่คาดไว้และตนได้หารือกับภาคเอกชนและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ที่ช่วงเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ อาจไปจัดการส่งเสริมการขายที่จังหวัดภูเก็ตในบางจุดที่มีความเหมาะสม เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ประสงค์นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทยเดินทางมาที่ภูเก็ตเพื่อส่งเสริมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยด้วย l

 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

แรมโบ้เฮิร์บ ห่วงใยสังคม มอบสมุนไพรกระชายขาวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19

 แรมโบ้เฮิร์บ ห่วงใยสังคม มอบสมุนไพรกระชายขาวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19


จากกรณีที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังติดเชื้อโควิด-19 หลายราย พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช (สารวัตรแรมโบ้) อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง ที่ปรึกษาบริษัท แรมโบ้ เฮิร์บ จำกัด  จึงได้มอบหมายให้คุณฐิติณ์ชญา เจษฎาเดช  กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ พร้อมด้วย เค-ภัทรพล ดารา/นักแสดงสายบุญยอดกตัญญูจากละครเรื่องสารวัตรใหญ่ทางช่อง 7 สี นำอาหารเสริมสมุนไพร กระชายขาวแรมโบ้ เฮิร์บ (กระชายเหลืองหรือกระชายสีทองฟ้าทะลายโจร และขิง) เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด -19 สเปร์ยแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัย มามอบให้กับสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง โดยมี พ.ต.ต.ปรัชญา จันทร์เกิด สารวัตรอำนวยการ สน.พระราชวัง เป็นผู้รับมอบ  เพื่อมอบต่อให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 เมื่อวันที่ 9 กรดฎาคม 2564


พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช (สารวัตรแรมโบ้) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นการรู้เท่าทันเพื่อเตรียมรับมือให้ถูกวิธีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย สิ่งที่ควรคำนึงถึงและสำคัญที่สุดในการป้องกันคือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งทำได้ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ การเว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่แออัด เลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และทานอาหารเสริมสมุนไพร กระชายขาว (กระชายเหลืองหรือกระชายสีทอง) ฟ้าทะลายโจร และขิง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด -19

จากผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดว่า กระชายขาว (กระชายเหลืองหรือกระชายสีทอง)  ทานแล้วสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน และต้านทานการติดเชื้อโควิด-19 ได้ดีที่สุด” ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.มนัส ศรีประภาคาร   เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่าสืบสวน สน.ภาษีเจริญ รวมทั้งผู้ต้องขังในทัณฑสถานกลางจำนวนหลายรายที่มีความเสี่ยงติดโควิด-19 ได้ทานสมุนไพรไทย "กระชายขาว" จนมีภูมิต้านทาน คุ้มกันโควิด-19 จนหายเป็นปกติ

สมุนไพรกระชายขาว (กระชายเหลืองหรือกระชายสีทอง ฟ้าทะลายโจร และขิง) ของบริษัท แรมโบ้ เฮิร์บ จำกัด และได้รับเครื่องหมาย อย. เอกสารที่ 30-1-13758-5-0050 อย่างถูกต้อง จากคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข จึงเชื่อมั่นและมั่นใจได้ว่า ปลอดภัย 100 %” 

และทางบริษัท แรมโบ้เฮิร์บ จำกัด ก็มีความห่วงใยและต้องการตอบแทนสังคม จึงได้นำผลิตภัณฑ์สมุนไพรกระชายขาว (ของบริษัทฯ นำไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานที่ต่างๆ ได้แก่ บ้านไพรสาลี ตำบลดอนเมือง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และนำออกแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวรวมทั้งกลุ่มผู้สุ่มเสี่ยงเชื้อโควิด-19

สุดท้ายนี้ก็ฝากไปบอกไปถึงทุกคนว่า ควรฉีดวัคชีนให้ครบ 2 เข้ม และยังยกการด์สุงตลอดเวลาเหมือนเดิม 100/: เพราะถึงจะฉีดวัคชีนป้องกันโควิด-19 แล้วก็ตาม ก็ยังมีโอกาสสูงที่จะติดโควิด-19 ได้อีก แต่จะไม่หนักรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะฉะนั้นก็ยังต้องยกการด์สูง ใส่หน้ากาก ตลอดเวลา ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ไม่พยายามเข้าไปในที่ชุมขุน ห้ามสัมผัสมือกับผู้ใด เพราะเชื้อโรคจะมาจากการสัมผัสจากผู้ติดเขื้อ

ถ้าบริษัท ห้างร้าน หรือใครที่สนใจ ต้องการนำไปแจกจ่าย หรือสั่งผลิตเพื่อจำหน่าย ติดต่อได้ที่ บริษัท แรมโบ้เฮิร์บ จำกัด โทร.092-496-1924 และ 081-498-3999

รับประทานสมุนไพรกระชายขาวเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบริษัท แรมโบ้เฮิร์บ จำกัด มี อย. มั่นใจได้ว่า ปลอดภัย 100 %”แน่นอน

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

แพ็กเกจตรวจสุขภาพบีพลัส “B+” Check Up สุขภาพตามช่วงวัย กับ Shopee 7.7 Non-Stop Free Shipping Sale ตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2564

แพ็กเกจตรวจสุขภาพบีพลัส “B+” Check Up สุขภาพตามช่วงวัย กับ Shopee 7.7 Non-Stop Free Shipping Sale ตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2564

       โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของท่านและคนที่ท่านรัก กับแพ็กเกจตรวจสุขภาพบีพลัส B+ Check Up สุขภาพตามช่วงวัย กับแคมเปญ Shopee 7.7 Non-Stop Free Shipping Sale ด้วย 3 ชุดตรวจ



อาทิ แพ็กเกจ B+ Basic Check Up 3,000 บาท เหมาะสำหรับเพศชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี แพ็กเกจ B+ Connect Male Check Up 9,500 บาท เหมาะสำหรับเพศชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และ แพ็กเกจ B+ Connect Female Check Up 13,500 บาท เหมาะสำหรับเพศหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปมาพร้อมกับการตรวจวัดพื้นฐาน หาค่าดัชนีมวลกาย BMI การทำงานของตับและไต ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ปอดและหัวใจ อัลตราซาวนด์อวัยวะในช่องท้องทั้งหมด และชุดตรวจเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง อาทิ ตรวจมะเร็งเต้านมและอัลตราซาวนด์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก โดยสูตินรีแพทย์ ฯลฯ โดยสามารถเลือกรับบริการตรวจสุขภาพนี้ได้ที่ รพ. กรุงเทพ 20 สาขาทั่วประเทศที่ร่วมรายการ* สามารถสั่งซื้อคูปอง  E – Coupon ทางออนไลน์ผ่านร้านออฟฟิเชียลสโตร์บน Shopee Mall โดยค้นหาหน้าร้าน BangkokHospital_official ได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2564  คูปองจะมีอายุการใช้บริการ 180 วัน นับจากวันที่ซื้อ สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รพ.กรุงเทพ (ซ.ศูนย์วิจัย) Contact Center โทร. 1719 หรือ แอดไลน์ @bangkokhospital 



*หมายหตุ: ชุดตรวจสุขภาพบีพลัส B+ ที่ซื้อผ่าน Shopee Mall สามารถรับบริการได้ที่รพ. กรุงเทพ  20 สาขาในประเทศไทย คือ รพ. กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ซอยศูนย์วิจัย, กลุ่มภาคตะวันตก : รพ. กรุงเทพสนามจันทร์ รพ. กรุงเทพเมืองราช รพ. กรุงเทพเพชรบุรี รพ. กรุงเทพหัวหิน, กลุ่มภาคตะวันออก :  รพ. กรุงเทพพัทยา รพ. กรุงเทพระยอง รพ. กรุงเทพจันทบุรี รพ. กรุงเทพตราด  กลุ่มภาคเหนือและอีสาน :  รพ. กรุงเทพเชียงใหม่ รพ. กรุงเทพเชียงราย รพ. กรุงเทพอุดร รพ. กรุงเทพราชสีมา รพ. กรุงเทพขอนแก่น รพ. กรุงเทพพิษณุโลก, กลุ่มภาคใต้ : รพ. กรุงเทพภูเก็ต รพ. กรุงเทพสมุย รพ. กรุงเทพหาดใหญ่ รพ. กรุงเทพสิริโรจน์  และ รพ. กรุงเทพหาดใหญ่ 


กลุ่มไทยก้าวหน้าเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้ง จัดตั้งพรรคการเมือง เลือกคณะกรรมการ

กลุ่มไทยก้าวหน้าเตรียม

พร้อมลงสนามเลือกตั้ง

จัดตั้งพรรคการเมือง

เลือกคณะกรรมการ




วันที่ 3 กรกฎาคม 2564 ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต๊ล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ทางกลุ่มไทยก้าวหน้า ได้มีการจัดประชุมใหญ่ เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม พรรคไทยก้าหน้า” พร้อมเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค โดยวันนี้มีสมาชิกมาร่วมประชุมกว่า 300 คน



ในวันนี้สมาชิกทั้งหมดได้เลือกให้นายเสริมสิริ มหามงคลธรรม เป็นประธานในที่ประชุม จากนั้นได้มีการเลือกชื่อพรรคการเมือง โดยที่ประชุมได้เลือกชื่อพรรคการเมืองว่า พรรคไทยก้าวหน้า เรียกชื่อย่อว่า ทกน  ภาษาอังกฤษว่า “Thai Progress Party” ใช้ตัวอักษรย่อว่า “TPP” มีสโลแกนว่า ไทยก้าวหน้า ประชาเป็นสุข มีโลโก้เป็นตัวอักษรสัญลักษณ์ชื่อพรรคการเมืองว่า ไทยก้าวหน้า” มีริ้วสีแดงหมายถึงชาติไทย และริ้วสีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ความมุ่งมั่นตั้งใจจะทำงานการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง มีความก้าวหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป สำนักงานตั้งอยู่ ณ เลขที่ 57 ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

จากนั้นก็เป็นการเลือกหัวหน้าพรรค โดยในที่ประชุมได้เสนอชื่อ ดร.วัชรพล บุษมงคล ซึ่งในที่ประชุมทั้งหมดได้ยกมือลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก ดร.วัชรพล บุษมงคล เป็นหัวหน้าพรรคไทยก้าวหน้า




หลังจากนั้น ดร.วัชรพล บุษมงคล หัวหน้าพรรคไทยก้าวหน้า ก็ได้เสนอชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด โดยสมาชิกทั้งหมดได้ยกมือลงมติเอกฉันท์เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวน 25 คนตามที่หัวหน้าพรรคเสนอ โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญในพรรค ดังต่อไปนี้คือ

รองหัวหน้าพรรคด้านบริหาร  คือ นางณัฐชรัตน์ ทวีโชควรรัชต์

รองหัวหน้าพรรคด้านกฎหมาย  คือ นายฉัตรชัย คำใส

รองหัวหน้าพรรคด้านยุทธศาสตร์ คือ นายมงคล เสมอภาพ

รองหัวหน้าพรรคด้านเครือข่ายและมวลชน  คือ นางกรองทอง คลังแก้ว

รองหัวหน้าพรรคด้านปฏิบัติการทางการเมือง คือ ดร.ภรวัช รุจาฉันท์

รองหัวหน้าพรรคด้านกิจกรรมพิเศษ คือ รศ.ดร.ธีรยุทธ พึ่งเพียร

รองหัวหน้าพรรคด้านระดมทุน คือ นายเจริญชัย ศรีวิบูลย์

รองหัวหน้าพรรคด้านประสานงานการเมือง คือ นายธนเดช คุณธนธิติ

เลขาธิการพรรค คือ นายภูมินทร์ วรปัญญา

เหรัญญิก คือ นางรณิภา เวชวิรุฬห์

นายทะเบียน คือ นายสมชาย สมวิลาส

โฆษกพรรค คือ นายสดใส โรจนวิชัย



หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว ดร.วัชรพล บุษมงคล หัวหน้าพรรคไทยก้าวหน้าก็ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดนโยบายแนวทางของพรรค วางยุทธศาสตร์ รวมทั้งการคัดสรรผู้สมัครรรับเลือกตั้งในจังหวัดต่างๆ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...