วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดตราด ด้วยแนวคิด City Marketing เพื่อส่งเสริมการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดตราด ด้วยแนวคิด City Marketing เพื่อส่งเสริมการเดิน

ทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ




กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดตราด ด้วยแนวคิด City Marketing ผ่านการบูรณาการหน่วยงานภายในกระทรวง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) สำนักการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ร่วมกันลงพื้นที่เกาะหมาก เกาะกระดาด และเกาะขายหัวเราะ จังหวัดตราด เพื่อพิจารณาแนวทางการยกระดับมาตรฐานการบริการของผู้ประกอบการ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และการตลาดเพื่อส่งเสริมการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ



นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. องค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) สำนักการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ลงพื้นที่พบปะหารือกับผู้นำชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เกาะหมากและเกาะกระดาด เพื่อร่วมพิจารณาการส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวด้วยแนว Responsible Tourism โดยการนำเสนอสินค้ากลุ่ม BCG Economy Model เช่น กิจกรรมเส้นทางจักรยาน Low Carbon กิจกรรมฟาร์มผักออร์แกนิค และกิจกรรม Sup Board ก่อนจะเดินทางไปบันทึกภาพประชาสัมพันธ์ เกาะขายหัวเราะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว Unseen New Series ทั้งเยี่ยมชมประภาคารแหลมงอบ ซึ่งเป็นจุด Check-in ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดของจังหวัดตราด เมื่อวันที่ 5-6 มีนาคม 2565



ดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีฯ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าเยี่ยมชมและพบปะหารือถึงแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ” ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงาม




และในระหว่างเดินทางลงพื้นที่จังหวัดตราดในครั้งนี้ รัฐมนตรีฯ พร้อมคณะได้ประชุมร่วมกับประธานสภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประธานหอการค้าจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัด เพื่อร่วมกันหารือถึงแนวทางการพัฒนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดตราดเชื่อมโยงเกาะหมาก เกาะกูด และเกาะกระดาด โดยมุ่งการกระจายรายได้สู่ชุมชน สืบสานอัตลักษณ์วิถีท้องถิ่น และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืนตามนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อไป

#กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

#AmazingThailand

#AmazingNewChapters

#UnseenNewSeries

#LowCarbonTourism

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

โรคอ้วน ศัตรูร้าย ทำลายสุขภาพ เคล็ดลับ 6 ข้อสามารถหนีให้ไกลจากโรคอ้วนได้

โรคอ้วน ศัตรูร้าย ทำลายสุขภาพ

เคล็ดลับ 6 ข้อสามารถหนีให้ไกลจากโรคอ้วนได้



        ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน (Obesity disease) รายงานจาก World Obesity Federation ปี พ.ศ. 2565 พบว่าทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วน ประมาณ 800 ล้านคน  ในจำนวนนี้ 39 ล้านคน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และอีกประมาณ 340 ล้านคน เป็นเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-19 ปี 

                องค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2559 ความชุก (prevalence) ของปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในผู้ใหญ่เท่ากับ 39% หรือมากกว่า 1.9 พันล้านคน เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศไทย ปัจจุบันคนไทยมีภาวะโรคอ้วนเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากมาเลเซีย และตัวเลขยังขยับขึ้นเรื่อยๆ 

                โดยข้อมูลจากกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานความชุกของปัญหาน้ำหนักเกินหรืออ้วนในผู้ใหญ่ ในปี พ.ศ. 2564 อยู่ที่ 47.2% เพิ่มขึ้นจาก 34.7% ในปี 2559 ซึ่งกรุงเทพมหานคร มีความชุกภาวะอ้วนลงพุงมากที่สุด (56.1%) รองลงมาคือภาคกลาง (47.3%), ภาคใต้ (42.7%), ภาคเหนือ (38.7%), และภาคอีสาน (28.1%) และที่น่ากังวลคือเด็กก็พบปัญหาโรคอ้วนและน้ำหนักเกินเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ ในปี พ.ศ. 2564 ความชุกของโรคอ้วนและน้ำหนักเกินในเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี อยู่ที่ 9.07%  สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 5.7% 

              หมอแอมป์ - นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า  “โรคอ้วน (Obesity) เป็น 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ชักนำไปสู่โรคอื่นๆ มากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานต่ำ โรคนอนไม่ดี โรคสมองเสื่อม เป็นต้น” 

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยิ่งทำให้อันตรายของโรคอ้วนเด่นชัดขึ้น เพราะตัวเลขของผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ส่วนใหญ่มาจากประเทศที่มีอัตราส่วนผู้ป่วยโรคอ้วนสูง 

‘ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกแสดงให้เห็นว่า โรคอ้วนเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตและเจ็บป่วยรุนแรงจาก COVID-19 มากถึง 7 เท่า เมื่อเทียบกับคนสุขภาพแข็งแรง’ คุณหมอแอมป์เน้นย้ำความสำคัญ

 

                 โรคอ้วน ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจอีกด้วย 13.2% ของงบประมาณสาธารณสุขทั่วโลก คิดเป็นเงิน 9.9 แสนล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 29 ล้านล้านบาท สูญเสียไปกับปัญหาน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งเศรษฐกิจประเทศไทยก็โดนผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยปัญหานี้ก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็น มูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท หรือ 1.27% ของ GDP ทั้งประเทศ และถ้าปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ไข ในอีก 40 ปีข้างหน้า อาจกระทบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท หรือ 4.88% ของ GDP ซึ่งนับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อประเทศไทย ความสูญเสียนี้คิดเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct cost) สำหรับการรักษาพยาบาล เกือบ 5 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางอ้อม (Indirect cost) 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของแรงงาน (Productivity losses; absenteeism and presenteeism) คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อคนที่ 2,970 บาท และอาจสูงถึง 45,450 บาทต่อคน ในปี พ.ศ. 2603 ถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข

                โรคอ้วนคืออะไร การวินิจฉัยโรคอ้วนวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การวัดรอบเอวก็พอได้ รอบเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือใช้การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) มาเป็นตัวบอกได้ โดยคำนวณได้จากการนำน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ซึ่งถ้าผลที่ได้ มีค่าอยู่ในช่วง 25 - 29.9 กิโลกรัม/เมตร2 จะถือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน และถ้าค่าสูงกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร2 จะถือว่ามีภาวะอ้ว

                 อย่างไรก็ตาม คุณหมอแอมป์ อธิบายว่า การใช้ดัชนีมวลกายเพียงอย่างเดียว อาจบอกผลคลาดเคลื่อนได้  เพราะบางคนกระดูกใหญ่ บางคนกล้ามใหญ่ บางคนกระดูกเล็ก บางคนบวมน้ำ วิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด คือ การตรวจดูองค์ประกอบร่างกาย ด้วย DEXA scan หรือ Dual-energy X-ray absorptiometry ถ้าเป็นผู้ชายไขมันไม่ควรเกิน 28% ถ้าเป็นผู้หญิงไขมันไม่ควรเกิน 32% เพราะผู้หญิงมีมวลไขมันที่สะโพกมากกว่า ซึ่งมวลไขมันที่มากเกินไปจะสะสมอยู่บริเวณสะโพก ต้นขา ต้นแขน และที่อันตรายคือ บริเวณช่องท้อง (Visceral fat) ทำให้เส้นรอบเอวของเราขนาดใหญ่ขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ‘อ้วนลงพุง’ ซึ่งไขมันในช่องท้องนี้เองเป็นส่วนที่อันตรายที่สุดเพราะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases; NCDs) อีกมากมาย

                คุณหมอแอมป์ อธิบายว่า โรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน น้ำตาล และ ไขมัน มากเกินไป, รหัสพันธุกรรม, การมีกิจกรรมทางกายน้อย, การนอนหลับไม่เพียงพอ, ความเครียด และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย นหนึ่งวัน เราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน ในปี พ.ศ. 2564 กรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 25 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณแนะนำถึงกว่า 4 เท่า ซึ่งมาจากอาหารประเภท น้ำหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก นมเปรี้ยว และขนมต่างๆ เป็นต้น เครื่องดื่มบางชนิดมีส่วนผสมของ High Fructose Corn Syrup (HFCS) หรือน้ำตาลข้าวโพด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้น วมถึงไขมัน ที่อยู่ในอาหารประเภท ของทอด แกงกะทิ กาแฟเย็น ชีส ขนมอบเบเกอรี่ ครัวซองค์ อาหารฟาสต์ฟู้ด หรือเนื้อสัตว์แปรรูปอย่าง ไส้กรอก แหนม กุนเชียง หมูยอ ซึ่งเป็นอาหารไขมันสูง สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วน ยิ่งถ้าไขมันที่รับประทานเป็นประเภทไขมันอิ่มตัว และ ไขมันทรานส์ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น

            “ฮอร์โมนส่งผลต่อน้ำหนักตัว เพราะฮอร์โมนหลายชนิดมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญ ความอยากอาหาร การย่อยอาหาร ซึ่งจะส่งผลตั้งแต่ความรู้สึกหิวจนถึงกระบวนการสะสมไขมัน ดังนั้นหากฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุลก็เป็นปัจจัยทำให้เข้าสู่ภาวะโรคอ้วนได้” 

              ฮอร์โมนที่สำคัญ คือ ‘ฮอร์โมนอิ่ม หรือ ฮอร์โมนเลปติน (Leptin)’ ซึ่งจะหลั่งมากน้อยขึ้นกับปริมาณ ‘เซลล์ไขมัน’ ในร่างกาย โดยปกติแล้วฮอร์โมนเลปตินจะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วน จะเกิด ‘ภาวะดื้อต่อเลปติน (Leptin resistance)’ แม้จะส่งสัญญาณเตือนร่างกายให้อิ่ม แต่ไม่มีการตอบสนอง ทำให้ทานไม่หยุด คนที่น้ำหนักตัวมาก แล้วลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว พอไขมันลดลง ฮอร์โมนอิ่มก็ตกลงตามไปด้วย จึงมีการส่งสัญญาณไปที่สมอง ให้ทานเพิ่มขึ้น เป็นที่มาของ ‘โยโย่ เอฟเฟค (YOYO Effect)’ การลดน้ำหนักจึงไม่ควรหักโหม แต่ควรลดลงช้าๆ อย่างมีคุณภาพ 

                คุณหมอแอมป์ ย้ำว่า ‘การทำให้ฮอร์โมนเลปตินสมดุล จะต้องลดรอบเอว หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว และ High Fructose Corn Syrup (HFCS) รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเวลาที่นอนน้อย ร่างกายจะหลั่งเลปตินลดลง ทำให้อยากทานอาหารเพิ่มขึ้น’ ละฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง ชื่อว่า ‘ฮอร์โมนอะดิโพเน็กทิน (Adiponectin)’ เกี่ยวข้องกับรหัสพันธุกรรมที่ชื่อว่า ADIPOQ Gene ทำหน้าที่เผาผลาญไขมัน ช่วยให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานได้ดี ลดการเกิดภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันพอกตับ เป็นฮอร์โมนที่ถ้าแข็งแรง หุ่นดี จะมีมาก ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย

ผลกระทบโรคอ้วน

            1. เพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าเสื่อม มะเร็งมากถึง 13 ชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งตับ และตับอ่อน เป็นต้น

           2. เพิ่มความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea; OSA) จากการตีบแคบลงของช่องลำคอ ทำให้ตื่นนอนไม่สดชื่น ง่วงนอนในเวลากลางวัน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

           3. ผู้ป่วยโรคอ้วนมักพบการขาดวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ร่วมด้วย เช่น วิตามินดี วิตามินบี1 วิตามินซี แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สารอาหารน้อย พลังงานสูง 

‘หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลสุขภาพของตัวเอง ก็จะสามารถหลีกหนีให้ไกลจากโรคอ้วนได้’ คุณหมอ แอมป์จึงขอสรุปเคล็ดลับไว้ 6 ข้อดังนี้

         1. ในอาหาร 1 จาน 50% เป็นผักหลากหลายชนิด อีก 25 % เป็นโปรตีนที่ดี เช่น ปลา ถั่วและธัญพืช ส่วนที่เหลืออีก 25 % เป็นข้าวแป้งไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง 

         2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว เช่น มาการีน ชีส เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อแปรรูป ชานมไข่มุก กาแฟเย็น ขนมเค้ก พาย คุกกี้ อาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น 

         3. บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะที่มี HFCS สูง เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นต้น

        4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่

        5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน, ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์

        6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม และนอนให้ได้ 8-9 ชั่วโมงทุกวัน

         ในวันที่ 4 มีนาคม เป็นวันโรคอ้วนโลก หรือ World Obesity Day ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนไปด้วยกัน

          คุณหมอแอมป์ฝากทิ้งท้าย “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องลงมือทำ” 

ข้อมูลสุขภาพโดย นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) 


วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565

ททท. จับมือ สายการบินไทยเวียตเจ็ท ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง ร่วมวางกลยุทธ์ดึงตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนาม-กัมพูชา เที่ยวไทย

ททท. จับมือ สายการบินไทยเวียตเจ็ท ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง

ร่วมวางกลยุทธ์ดึงตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนาม-กัมพูชา เที่ยวไทย



        นางสาวสุกัญญา สิริกาญจนากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมลงนามกับนายเลือง เจื่อง อาน Executive Vice President of Thai VietJet Air ในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent - LOI) ในการวางแผนกระตุ้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวเวียดนามและกัมพูชา และสายการบินไทยเวียตเจ็ท ( Thai Vietjet Air) โดยมี นายธเนศวร์  เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. และนายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สายการบินไทยเวียตเจ็ท ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2565

                นายธเนศวร์  เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความรุนแรงของโรคเริ่มลดลง หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้สถานการณ์การเดินทางทั่วโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

  ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงเล็งเห็นว่าปี 2565 เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเดินหน้าพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ด้วยแนวคิด Visit Thailand Year 2022 : Amazing New Chapters กระตุ้นการเดินทางและฟื้นคืนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย ใช้โอกาสที่ดีในการที่รัฐบาลได้เปิดการท่องเที่ยวแบบ Test & Go อีกครั้ง ต่อยอดการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างยั่งยืน (Preferred Destination) อย่างแท้จริง

ในการนี้ เพื่อให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดระยะใกล้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ททท. และสายการบินไทย    เวียตเจ็ท (Thai Vietjet Air) จึงได้ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) มีผลต่อกันในระยะเวลา 1 ปี โดย 2 หน่วยงานจะร่วมกันวางกลยุทธ์และดำเนินกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสำหรับตลาดอาเซียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาเปิดเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างเวียดนาม-ไทย และกัมพูชา-ไทย ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและท่องเที่ยวและช่วยขับเคลื่อนอัตราการเติบโตของกลุ่มตลาดเวียดนามและกัมพูชาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Joint Promotion) มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยวในเส้นทางเดินทางมายังประเทศไทย และจัดกิจกรรม Agent Fam Trip หรือ Media Fam Trip นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชนจากกัมพูชาและเวียดนาม ร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยมุมมองใหม่ๆ ผ่านการสำรวจและทดสอบสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่จะตอบทุกโจทย์ความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยว ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวว่า เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว นำนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจากเวียดนามและกัมพูชาสู่ประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนอย่างมากในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว พร้อมๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวจากกิจกรรมและโปรโมชั่นทางการตลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


สายการบินไทยเวียตเจ็ทได้รับรางวัล “สายการบินโลว์คอสที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งปี 2563” จากนิตยสารโกลบอล บิสซิเนส เอาท์ลุค กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และได้รับรางวัล “สายการบินที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นมิตรมากที่สุดประจำปี 2564”  โดยนิตยสารอินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เน้นย้ำบริการที่ยอดเยี่ยม ตอกย้ำพันธกิจหลักของสายการบินฯ ในการให้บริการด้วยความสนุกสนานและเป็นมิตร ควบคู่กับความปลอดภัย ตรงต่อเวลา และราคาที่เข้าถึงได้

               ปัจจุบันสายการบินไทยเวียตเจ็ทให้บริการครอบคลุม 14 เส้นทางบินภายในประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ อุดรธานี หาดใหญ่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี และสุราษฎร์ธานี เส้นทางข้ามภูมิภาค ก็มีเส้นทางบินจากภูเก็ตสู่เชียงใหม่ เชียงราย และอุดรธานี รวมถึงเส้นทางบินตรงจากหาดใหญ่สู่เชียงราย

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศ ก็มีเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โฮจิมินห์ ด้วยความถี่สูงสุด 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขณะที่เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ  สู่ดานัง จะกลับมาให้บริการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2565 พร้อมกันนี้สายการบินไทยเวียตเจ็ทประกาศเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ จากกรุงเทพฯ สู่พนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป และจะมีการพิจารณาเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามและกัมพูชา ถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทย จากสถิติปี พ.ศ. 2562 พบว่าประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเวียดนาม จำนวน  1,077,000 คน มีอัตราพักค้างเฉลี่ย 4 คืน โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี อุดรธานี เชียงใหม่และหนองคาย ขณะเดียวกันมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกัมพูชาอยู่ที่ 908,000 คน มีอัตราพักค้างเฉลี่ย 5 คืน และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สระแก้ว ปทุมธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ

    พร้อมกันนี้ ทางสายการบินไทยเวียตเจ็ต ยังได้วางแผนเปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศเส้นทางอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อีกหลายจุดปลายทางทั่วภูมิภาคในอนาคต อาทิ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อตลาดนักท่องเที่ยวอื่นๆ อันจะเกิดผลดีต่อการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายในอนุภูมิภาค

 

ททท. บุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ชูโครงการ “Thailand Holideals” พร้อม กระตุ้นการขายให้กับผู้ประกอบการ

ททท. บุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ชูโครงการ “Thailand Holideals”  พร้อม

กระตุ้นการขายให้กับผู้ประกอบการ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Thailand Holideals  ตอบรับเทรนด์แห่งโลกอนาคตก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ใช้เหรียญดิจิทัล แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการท่องเที่ยว กระตุ้นตลาดด้านการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมบุกตลาดออนไลน์ และ ออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการในทุกช่องทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดยมี นายปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ ผู้บริหารบริษัท มัลติเทคโนโลยี เอ็กซ์เพิร์ต จำกัด นายเกริกพงศ์ งาทวีสุข ผู้จัดการท่ัวไป บริษัท แอสเซนด์ แทรเวิล จํากัด และ นายนัตธนนท์ ปิ่นโรจน์ ร่วมแถลงข่าวด้วย ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก ณ ศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล FAAMAI Digital Arts Hub เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร




นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงการเปิดมิติของการทำธุรกิจและการตลาดที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบาย รวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ




ททท. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว จึงได้ร่วมมือกับบริษัท กู๊ด มู๊ด จำกัด พร้อมจับมือกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว อาทิ  MVP, KLOOK และ Ascend Travel จัดทำโครงการ “Thailand Holideals” รวบรวมแพ็กเกจ และ Voucher  ท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษ จากผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำทั่วเมืองไทยมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสรรบนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/holideals โดยครอบคลุมทุกหมวดหมู่ของการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม  ร้านอาหาร สปา นันทนาการ และบริษัทนำเที่ยว พร้อมทั้งสามารถเลือกชำระด้วยระบบโทเคนดิจิทัลได้ด้วย นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับการใช้เหรียญดิจิทัลเพื่อการจับจ่ายสินค้าท่องเที่ยวของโครงการ ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว Free Individual Traveller และ Group Individual Traveller  ซึ่งต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

โดย ททท. เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นการบุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ และสามารถกระตุ้นการส่งเสริมการขาย ให้กับผู้ประกอบการในทุกช่องทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และผู้เดินทาง




ทั้งนี้ โครงการ “Thailand Holideals” ยังมีการจัดแคมเปญสุดพิเศษ 3.3 (วันที่ 3 มีนาคม 2565) และ  4.4 (วันที่ 4 เมษายน 2565) ที่จะมี Voucher สามารถเลือกซื้อสินค้าท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษของโครงการ  Thailand Holideals ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา นันทนาการ ทัวร์ ฯลฯ ในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นที่ 9 บาท ผ่านทาง เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/holideals ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และ ททท. เชื่อว่าโครงการนี้ จะช่วยส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย รวมถึงกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และรับสิทธิพิเศษ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์

www.tourismthailand.org/holideals โดยเงื่อนไขการใช้บริการเป็นไปตามที่สถานประกอบการกำหนด

 

 

 

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565

ททท. ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 จากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ เที่ยวบินแรกในรอบ 32 ปี

ททท. ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 จากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ เที่ยวบินแรกในรอบ 32 ปี             

                นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย Mr. Almusaed Musaed Muhammed, Assistant Vice President of International Regions สายการบินซาอุดีอาระเบีย นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเดชา ปิ่นอารีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้โดยสาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 บินตรงจากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มตลาดซาอุดีอาระเบีย เมื่อเย็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

                นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์ SV846 สายการบิน Saudia Airlines บินตรงจากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 18.05 น. นำคณะนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบีย เดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย จำนวน 71 คน นับเป็นการเปิดเส้นทางบินครั้งแรกในรอบ 32 ปี จากกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเชิญชวนและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมกันนี้ ททท. ได้เตรียมพร้อมกิจกรรมการต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ อาทิ ของที่ระลึก การแสดงทางวัฒนธรรมไทย (โขน ตอนยกรบ) และอุโมงค์น้ำ (Water Salute)  เพื่อแสดงมิตรไมตรีและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยครั้งนี้ด้วย

                นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผยว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างสายการบิน Saudia Airlines จะทำการบินมายังประเทศไทยจำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (วันจันทร์-พุธ-ศุกร์) ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง (Boeing) 789 จำนวน 298 ที่นั่ง เริ่มเปิดเส้นทางบินตรง ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565    เป็นต้นไป ซึ่ง ททท. คาดว่าเที่ยวบินตรงนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จในการส่งเสริมการเดินทางมายังประเทศไทย ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ลดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสต่อยอดในการขยายตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง ไม่เพียงเท่านั้น ททท. จะผลักดันแคมเปญสื่อสารตลาดต่างประเทศ Visit Thailand Year 2022 : Amazing New Chapters ที่สอดคล้องกับโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio - Circular - Green Economy) โดยเสนอมุมมองใหม่ผ่านสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว 3 กลุ่มหลัก คือ สุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) ทะเล (Beaches) และช้อปปิง (Shopping) เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ และแลกเปลี่ยนการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง (Ease of Travelling) พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ (Millennials) กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางครั้งแรก (First Visit)  กลุ่มรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) และกลุ่มครอบครัว (Family) นอกจากนี้ ททท.จะหารือกับพันธมิตร ทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดรูปแบบ B2B (Business to Business) และ B2C (Business to Customer) อาทิ การจัดกิจกรรม Tradeshow Roadshow และ Consumer Fair รวมทั้ง Joint Promotion ร่วมกับพันธมิตร มอบสิทธิพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากยิ่งขึ้น

                สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนและขยายฐานนักท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสถิติปี 2562 พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบีย เดินทางมาประเทศไทย 36,783 คน สร้างรายได้กว่า 3,220.15 ล้านบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มรักษาพยาบาล มีพฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวชาดหาด-ชายทะเล การเข้ารักษาพยาบาลหรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) และกิจกรรมช้อปปิง และจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา พังงา กระบี่ เกาะสมุย และเชียงใหม่

 

 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...