วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

KTBGS จัดโครงการ Happy Money สร้างคุณธรรม พร้อมพัฒนาบุคลากร ด้านวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

KTBGS จัดโครงการ Happy Money สร้างคุณธรรม พร้อมพัฒนาบุคลากร ด้านวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

จากการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital) และสังคมไร้เงินสด (Cashlless Society) ย่อมลร้างการสั่นสะเทือนต่อบริษัทโดยตรง อีกทั้งการเกิดสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบและความท้าทายต่อองค์กรเป็นอย่างมาก ทำให้ บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด (KTBGS) ในกลุ่มของธนาคารกรุงใทย โดยธนาคารถือหุ้น 100% เป็นผู้นำงานบริหารจัดการและขนส่งทรัพย์สิน (Cashless Society) ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจหลักขององค์กร และได้มีการเตรียมตัวตั้งรับการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี โดยการควบคุมอัตราการเติบโตของบุคลากรด้านงานขนส่งทรัพย์สินและงานให้บริการด้าน ATM แต่บริษัทยังคงดำเนินนโยบายให้ความลำคัญกับบุคลากร ภายใต้แนวคิดการสร้างองค์กรให้เหมือนบ้านหลังที่ 2 โดยมีหลักในการนำมาปฏิบัติร่วมกันด้วย KTBGS Brad DNA องค์กร "มือ ใจ" คือ มือละอาด มืออาชีพ และใจบริการ

                นางอรจรรยา จันทวรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท KTBGS เปิดเผยว่า การบ่มเพาะปลูกฝังให้บุคลากรทุกคน ภายใต้แนวคิดการก้าวสู่องค์กรคุณธรรมนั้น สืบเนื่องจากการที่บริษัทได้ทำเวิร์กชอป (Workshop) ร่วมกับมูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อค้นหาคุณธรรมหลักของบ้าน  KTBGS  ซึ่งได้ออกมาเป็น 3 ข้อ คือ ชื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีวินัย และเพื่อเป็นการเน้นย้ำปลูกฝังการมีวินัย และรับผิดขอบต่อตัวพนักงานเองอย่างเป็นรูปธรรม เพราะพนักงานของเราเกินกว่า 50% มีภาระหนี้สิน และไม่มีความเข้าใจไมการเก็บออมเงิน ซึ่งการที่พนักงานเป็นหนี้มีภาระหนี้สิน ย่อมส่งผลถึงประสิทธิภาพการทำงาน  ดังนั้นบริษัทจึงได้จัดให้มีโครงการ Happy Money เพื่อให้พนักงานได้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย คิดหารายได้เสริม และจัดการหนี้ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาการเงินได้ด้วยตนเอง

                  โดยหลักๆ เราได้โฟกัสในส่วนของพนักงานทั้งหมด 4 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่เป็นหนี้เลยกลุ่มที่กำลังจะเป็นหนี้กลุ่มที่เป็นหนี้แล้ว และกลุ่มที่กำลังจะเกษียณ ซึ่งพอแบ่งออกมาเป็น 4 กลุ่ม ก็จะทำให้เราพบปัญหาได้อย่างชัดเจนว่า จะมีการจัดการในแต่ละกลุ่มได้ โดยโครงการ Happy Money นี้จะมีผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Securities Exchange of Thailand) หรือ SET มาบรรยายให้แก่ Trainer ซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานของบริษัท เพื่อส่งต่อความรู้ที่ได้รับมาแก่ Trainee ให้ตระหนักและรู้จักการวางแผนทางการเงิน มีวินัย รู้จักเก็บออมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับพนักงานในทุกระดับ ภายใต้ Concept สุขกาย สุขใจ สุขเงิน

 นอกจากนี้ยังมีการเปิดโอกาสของช่องทางในการหารายได้เสริมทั้งในรูปแบบตลาดนัดภายในบริษัทที่จัดขึ้นทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดีช่วงพักกลางวัน และตลาดนัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่านช่องทาง Line Group และ Facebook Group เพื่อให้พนักงานมีการสร้างรายได้เสริมจากรายได้ประจำ ก็จะทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น และสามารถนำมาบรรเทาหนี้เดิมที่มีอยู่ได้

                        ซึ่งจากรุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ ที่ได้ทำการอบรมมาพบว่า ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี พนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น และหนี้สินลดลง ถึงแม้ว่าจะยังไม่อยู่ในอัตราที่สูงมาก แต่ก็สามารถสร้างค่านิยมที่ดีได้ และส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ได้อีกด้วย อีกทั้งพนักงานยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิต พร้อมทั้งมีระเบียบวินัยในการใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต และเราก็จะสร้างความต่อเนื่องของโครงการ Happy Money ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่พนักงานของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุดในการใช้ชีวิตต่อไป

              "บริษัทของเราไม่ได้ดูแลแค่บุคลากรที่ทำงานกับเราเท่านั้น แต่บุคลากรหรือพนักงานแต่ละคนยังมีพ่อ แม่ ครอบครัว ลูก ภรรยา หรือสามี ที่อยู่เบื้องหลังอีก ดังนั้นเราเชื่อว่า หากคนหนึ่งคนใดไม่มีหนี้สิน มีความสุขแบบพอเพียง ครอบครัวก็จะดีตาม มีความสุขไปด้วย ก็จะส่งผลให้สังคมและประเทศชาติในภาพรวมดีด้วยอีกเช่นกัน"    

                     นางอรจรรยา จันทวรสุทธิ์ กล่าวอีกว่า  การอบรมโครงการ Happy Money  จึงเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ จีงอยากให้องค์กรหรือบริษัทอื่นๆ ได้นำไปจัดทำการอบรม เพื่อให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย คิดหารายได้เสริม และจัดการหนี้ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาการเงินได้ด้วยตนเอง จะได้ไม่มีหนี้สิน มีเงินเก็บออม  

                       ด้านนางภาวิณี ไชยพร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศูนย์ฝึกอบรมธนาคารกรุงไทย เขาใหญ่ กล่าวว่า ศูนย์ฝึกอบรมของเราเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่มีมาตราฐาน อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม บนเนื้อที่กว่า 60 ไร่ มีห้องพัก 118 ห้อง ห้องประชุม 13 ห้อง ห้องประชุมใหญ่สามารถจุคนได้ประมาณ 250 คน ภายในมีสระว่ายน้ำและกิจกรรมต่างๆ มากมาย  การบริการก็บริหารแบบโรงแรมระดับ 5 ดาว

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พระราม 9 ไก่ย่าง โตสวนกระแส ทุ่ม 5 ล้าน เปิดสาขาใหม่ @พัฒนาชนบท 3 ฉลองสาขาด้วยแคมเปญยอดฮิต “ซื้อไก่ 1 แถม 1” วันนี้ถึง 15 ธันวาคม 2563 พร้อมสายด่วน 0828525652 เอาใจลูกค้ารอบนอก

 พระราม ไก่ย่าง โตสวนกระแส  ทุ่ม ล้าน 

เปิดสาขาใหม่ @พัฒนาชนบท 3  ฉลองสาขาด้วยแคมเปญยอดฮิต  

“ซื้อไก่ แถม 1” วันนี้ถึง 15  ธันวาคม 2563 พร้อมสายด่วน

0828525652  เอาใจลูกค้ารอบนอก 

ขยายตลาดจับกลุ่มทัวร์กรุ๊ป  กรุ๊ปเที่ยว กรุ๊ปสัมมนา พร้อมตอกย้ำแบรนด์ส่งท้ายปี ปล่อย “มาสคอต-ลุงไก่” เอกลักษณ์ “พ่อสุเมธ” ให้ เซลฟี่ กันเพลินใจ  ที่สะท้อนบุคลิกและตัวตน เจ้าพ่อไก่ย่างแห่งวงการอาหารอีสาน ด้วยคอนเซ็ปต์ “ใจดี- ขี้เล่น- เน้นบริการ-เป็นที่รักของเหล่ามิตรสหาย ไปจนถึงลูกค้า”   ออกพบลูกค้าทุกสาขา  

ธุรกิจโดยทั่วไปซบแต่ไก่ย่างไม่ซบ  พระราม 9  ไก่ย่างพิสูจน์แล้วด้านความอร่อย สะอาด ในราคาประหยัด  ยืนหยัดอยู่ได้แบบสวนกระแสในทุกสภาวะเศรษฐกิจ  แม้แต่อุบัติภัยไม่ว่าน้ำท่วมหนักปี 53  โรคระบาดโควิดปี 63  ล่าสุด พร้อมขยายการบริการ เปิดสาขาใหม่บนถนนพัฒนาชนบท 3  วงแหวนตะวันออก รองรับลูกค้าย่านชานเมือง ขยายตลาดจับกลุ่มทัวร์กรุ๊ป ตอกย้ำแบรนด์เปิดตัว มาสคอต-ลุงไก่

นายสุเมธ ต่อสหะกุล ซีอีโอ กลุ่มร้านอาหารพระราม ไก่ย่าง เปิดเผยว่า “อาหารประเภทไก่ย่าง ส้มตำ ถือเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทยโดยทั่วไป  หากร้านใดสามารถทำรสชาติดีที่ถูกปากถูกคอลูกค้า และเอาใจใส่ด้านคุณภาพและการบริการแล้ว  ก็จะมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น  ในโอกาสที่ย่างเข้าใกล้เทศกาลแห่งความสุข การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  กลุ่มพระราม ไก่ย่าง  เตรียมขยายสาขาครอบ คลุมพื้นที่บริการรอบชานเมือง  เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่อยากทานไก่ย่างรสชาติที่ไม่เหมือนใคร  จึงได้ลงทุนอีกกว่า ล้านบาท เปิดสาขาใหม่  พระรามไก่ย่าง  @พัฒนาชนบท 3  เข้าซอยประมาณ กิโล   เพียงข้ามแยกถนนวงแหวนตะวันออกประมาณ 500 ม.  แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง ติดโลตัส เอ็กซ์เพรสและมินิ บิ๊กซี

ร้านพระราม ไก่ย่าง  สาขาถนนพัฒนาชนบท 3  เป็นร้านรูปแบบสแตน อโลน  มีพื้นที่บริการกว่า 300 ตรว.  พร้อมที่นั่งอีกกว่า 160 ที่นั่ง  มีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมากๆ เหมาะกับการรับประทานอาหารอีสาน  ให้การนั่งทานมีความหมายมากยิ่งๆ ขึ้น  พร้อมที่จอดรถสะดวกสบายมากมาย  โดยบริการอาหารอร่อยทุกเมนูแบบฉบับพระรามไก่ย่างเช่นเดียวกับทุกสาขา  มีทั้งกลุ่มอาหารอีสาน  กลุ่มอาหารเวียดนาม ผลไม้และของหวาน

  ที่สำคัญที่สุด คือ เมนูยอดฮิตรางวัลจากมิชลิน การันตี  คือ รางวัล  Michelin  BIB Gourmand  รางวัล บีบ กูร์มองค์ หน้าใหม่ประจำปี 2020  ซึ่งเป็นรางวัลที่ผู้ตรวจ มิชลินจะมอบให้กับร้านที่เสิร์ฟอาหารคุณภาพดีในราคาย่อมเยา และ คุ้มค่า เมนู คือ ไก่ย่างพระราม9  ส้มตำถั่วกระจก  คอหมูย่าง  และ ลาบเป็ด  นอกจากนี้ยังมี  ต้มแซ่บกระดูกอ่อน ที่ต้มจนเปื่อยได้ที ให้แซ่บคล่องคอ  และยังมีเมนูหลากหลายให้เลือกรับประทานตามรสนิยม อีกกว่า 50 เมนู ที่อร่อยถูกปากถูกใจ อย่างแน่นอน  

และในโอกาสที่เปิดสาขาใหม่ @พัฒนาชนบท นี้  ทางร้านพระราม ไก่ย่าง  ขอถือโอกาส ปล่อยแคมเปญ  “ซื้อไก่ แถม 1”  ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2563 นี้  ซึ่งถือเป็นแคมเปญยอดฮิตที่ถูกใจลูกค้าแฟนคลับพระรามไก่ย่างเป็นที่สุด   ทั้งนี้ เพื่อร่วมฉลองสาขาให้กับแฟนๆ ที่เหนียวแน่นของพระราม 9 ไก่ย่าง  ให้ได้ทานของดี ของอร่อย ราคาประหยัด  ร่วมกันผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปด้วยกัน

นายสุเมธ ต่อสหะกุล กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายสาขาใหม่นี้แล้ว  พระรามไก่ย่าง  ยังถือโอกาสปล่อยแคมเปญตอกย้ำแบรนด์  จัดทำ มาสคอต  (Mascot) “ลุงไก่”  ที่สะท้อนบุคลิกและตัวตนของ “พ่อสุเมธ” เจ้าพ่อไก่ย่างแห่งวงการอาหารอีสาน  ด้วยคอนเซ็ปต์  “ใจดี- ขี้เล่น- เน้นบริการ-เป็นที่รักของเหล่ามิตรสหาย ไปจนถึงลูกค้า”  ออกพบลูกค้าทุกสาขา  ให้ เซลฟี่ กันเพลินใจ    ซึ่งจะมีแคมเปญ “มาสคอต-ลุงไก่”  คืนกำไรลูกค้าอย่างต่อเนื่อง  นอกเหนือจากการให้บริการตามสาขา  ยังขยายตลาดจับกลุ่มลูกค้า  เปิดบริการรับกรุ๊ปทัวร์  กรุ๊ปเที่ยว  กรุ๊ปสัมมนา อีกด้วย  

โดยปัจจุบัน  กลุ่มพระราม ไก่ย่าง  มีบริการแล้วทั้งหมดรวม  6  สาขา ได้แก่

1. สาขาพระราม 9  ปากซอย 39  ถ. พระราม 9  ขาออก ห่างจาก แยกรามคำแหง 300 ม. บนพื้นที่ร่วม ไร่ สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง  600 ที่นั่ง  มีบริการห้อง VIP ห้องจัดเลี้ยงถึง  5  ห้อง  จุคนได้ตั้งแต่  10 คน – 130 คน สะดวกสบายด้วยพื้นที่จอดรถใต้ดิน ได้กว่า 100 คัน  สายด่วนเดลิเวอรี่ โทร.  02-318-3939,   088-847-3939                                                                            

         2. สาขา เดอะแจส ชั้น 1  รามอินทรา  ถนนลาดปลาเค้า  โทร. 094-405-0419                         3. สาขา เดอะพรอมานาด-ชั้น3 ติดแฟชั่น ไอส์แลนด์ โทร. 063-787-9022                

         4. สาขา เดอะมาร์เก็ต แบงคอก ชั้น3 ติดบิ๊กซีราชดำริ  โทร. 098-969-1541                           5. สาขา โลตัส เอ็กตร้า  เลียบด่วน รามอินทรา โทร. 082-686-4140                                      6. สาขา ถนนพัฒนาชนบท 3   500 เมตร จากวงแหวนตะวันออก โทร. 082 852 5652  

หากเป็นไปได้  อยากให้โทรจองล่วงหน้า  เพื่อความสะดวกสบายและมั่นใจมีที่สำรองไว้ให้แน่นอน

ยิ่งไปกว่านี้ ในช่วงใกล้เข้าเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้   พระราม ไก่ย่าง  โดยเฉพาะ พระราม ซอย 39  สาขาต้นกำเนิด  มีบริการห้องจัดเลี้ยงทั้งแบบห้อง VIP ห้องจัดเลี้ยง ถึง 5 ห้อง ด้วยกัน จุคนได้ประมาณห้องละ 10 – 130 คน    รองรับการเลี้ยงฉลองทั้งแบบกลุ่ม  แบบครอบครัว และ แบบส่วนตัว  ในราคาประหยัด โทรสำรองห้องไว้ล่วงหน้าได้ที่โทร. 02-318-3939,   088-847-3939  สามารถดูราย ละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.facebook.com/1611843299035408/posts/2836263716593354/ 

นอกจากนี้ พระราม ไก่ย่าง ยังจับมือกับการบริการส่งอาหารด่วนทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น Grab food   LineMan   Foodpanda  LaLamove และเสริมด้วยทีมส่งของทางร้านพระราม 9 ไก่ย่างเองอีกด้วย  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าทุกพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล   

 

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"บิ๊กต่อ"พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบช.สอบสวนกลางมอบเครื่องอัดอากาศจำนวน 2 เครื่อง และโลงศพจำนวน 10 ใบ ให้กับทางมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อใช้ในภารกิจกู้ภัย

"บิ๊กต่อ"พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบช.สอบสวนกลางมอบเครื่องอัดอากาศจำนวน 2 เครื่อง และโลงศพจำนวน 10 ใบ ให้กับทางมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อใช้ในภารกิจกู้ภัย


                พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมด้วย คุณนิภาพรรณ สุขวิมล ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจสอบสวนกลาง  ได้มอบเครื่องอัดอากาศจำนวน 2 เครื่อง และโลงบริจาคอีกจำนวน 10 โลง เพื่อไว้ใช้ในภารกิจกู้ภัย ของมูลนิธิเพชรเกษม โดยมีนายสหชาติ ลิ้มเจริญภักดี (ประธานอู๊ด) ประธานมูลนิธิเพชรเกษม เป็นผู้รับมอบ ณ กองบัญชาการสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563




Reboot Your Step…รักษ์เท้า เพื่อก้าวที่มั่นคง

Reboot Your Step…รักษ์เท้า เพื่อก้าวที่มั่นคง

           ข้อเท้าและเท้า นับเป็นอีกหนึ่งอวัยวะสำคัญให้มนุษย์เราสามารถก้าวเดิน ยืน วิ่งอย่างมั่นคงได้ เท้าของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันและมีลักษณะเฉพาะตัว มีการปรับตัวของโครงสร้างเท้าผ่านการใช้งานและกิจกรรมที่ทำ การบาดเจ็บของเท้าที่แต่ละคนพบเจอ รวมถึงการใส่รองเท้าก็ส่งผลต่อเท้าและข้อเท้าได้เช่นกัน การรักษากระดูกข้อเท้าและเท้าต้องอาศัยความเข้าใจและความชำนาญของแพทย์ในความซับซ้อนทางกายวิภาค ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลและวินิจฉัย ภาวะความผิดปกติของผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง  

                 นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการใหญ่ ศูนย์อุบัติเหตุและออโธปิดิกส์ ในเครือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ และผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เท้า เป็นอวัยวะที่อยู่ล่างสุด แต่มีความสำคัญกับร่างกายอย่างมาก ทั้งรับน้ำหนักของร่างกาย รองรับการเคลื่อนไหว และสะท้อนการทำงานของอวัยวะอื่นๆในร่างกาย กระดูกบริเวณเท้า ประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ 26 ชิ้น กระดูกรอบข้อเท้าประกอบด้วย ส่วนปลายของของกระดูกหน้าแข้ง มีส่วนนูนของกระดูก เรียกว่า กระดูกตาตุ่มด้านใน (medial malleolus) และกระดูกส่วนปลายของกระดูกน่อง มีส่วนนูนของกระดูกเรียกว่า กระดูกตาตุ่มด้านนอก (lateral malleolus) และ กระดูกเท้า (tarsal bone) ซึ่งกระดูกส่วนต่างๆ และเส้นเอ็นรอบๆ ข้อเท้า ร่วมกันทําหน้าที่ของข้อเท้าในการ ขยับเหยียดกระดก และหมุนข้อเท้า ช่วยในการทรงตัวยืน-เดิน และถ่ายรับน้ำหนักตัว

         ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล มีความพร้อมทางด้านการรักษาโรคทางกระดูกอย่างครบครัน โดยเฉพาะการรักษาโรคเท้าและข้อเท้า ทั้งด้านแพทย์ผู้ชำนาญการ บุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ในการผ่าตัดแผลเล็กและ อุปกรณ์ผ่าตัดผ่านกล้องซึ่งมีขนาดเล็กพิเศษ โดยมีขนาด 1.9 และ 2.7 มม.ทั้งนี้การผ่าตัดผ่านกล้องสามารถทำให้แพทย์ได้เห็นพยาธิสภาพของโรคได้อย่างชัดเจน โดยภาพที่ได้จากการผ่าตัดผ่านกล้องจะมีความละเอียดระดับ 4K และภาพจะมีขนาดที่ขยายกว่าที่ เห็นด้วยตาเปล่า 3-10 เท่าตัว ส่งผลให้ได้การรักษาที่แม่นยำ มีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก 4-7 มม. และผู้ป่วยมีการฟื้นตัวหลังผ่าตัดที่สั้นลง กลับมาเดินและใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือในกรณีนักกีฬาจะสามารถกลับมาเล่นกีฬาได้เร็วขึ้น รวมถึงมีความเจ็บปวดหลังผ่าตัดที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลผ่าตัดปกติ ซึ่งเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันสามารถนำมาปรับใช้ในการรักษาที่หลากหลาย เช่น การตกแต่งกระดูกงอกในข้อเท้าและบริเวณรอบๆข้อเท้า ที่ขวางทิศทางการขยับของข้อเท้าซึ่งพบบ่อยในนักกีฬา หรือ ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บเรื้อรังของข้อเท้า การผ่าตัดซ่อมเส้นเอ็นข้อเท้าในกรณีที่มีการเส้นเอ็นฉีกขาดและมีข้อเท้าหลวม ซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคนิคอย่างมากและสามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้ผลดี  การตกแต่งผิวข้อในกรณีข้อเท้าบาดเจ็บที่มีการกระเทาะของกระดูกอ่อนผิวข้อ การผ่าตัดซ่อมเส้นเอ็นร้อยหวายผ่านกล้อง การผ่าตัดเชื่อมข้อเท้า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ครอบคลุมและครบวงจร แพทย์เฉพาะทางด้านเท้าและข้อเท้าจะทำงานร่วมกับทีมแพทย์สหสาขา นักกายอุปกรณ์ นักกายภาพ และแผนกฟื้นฟูสมรรถนะเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬา ตั้งแต่การออกแบบตัดแผ่นรองเท้า อุปกรณ์ ปรับแต่งรองเท้าและรองเท้าเฉพาะ การฝึกเดิน ฝึกการทรงตัว ฝึกและยืดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน รวมถึงการออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถนะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล เพื่อผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีและเหมาะกับผู้ป่วย

           นพ.อภิสรรค์ จินานุวัฒนา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านเท้าและข้อเท้า รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ภาวะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยปัญหาเท้าและข้อเท้าที่พบบ่อยได้แก่ 1.) อุบัติเหตุข้อเท้าและเท้าพลิก 2.) ความผิดปกติทางโครงสร้างของกระดูก เส้นเอ็น หรือข้อของเท้าและข้อเท้า  โดยการผิดปกติของโครงสร้างเพียงโครงสร้างเดียว สามารถส่งผลต่อโครงสร้างข้างเคียง อันนำไปสู่ความภาวะผิดปกติทางโครงสร้างอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้ยังส่งผลให้ท่าเดิน การลงน้ำหนักเท้าขณะย่างก้าวเปลี่ยนไป ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อข้อที่อยู่สูงขึ้นไป เช่น ข้อเข่าและข้อสะโพก รวมถึงข้อบริเวณหลังด้วย 

            ความผิดปกติของเท้าและข้อเท้าพบได้ทุกส่วนของเท้าโดยจะแบ่งส่วนของเท้าเป็น 3 ส่วนคือ 1. Forefoot บริเวณปลายนิ้ว  2. Midfoot บริเวณอุ้งเท้า และ 3. Hindfoot บริเวณข้อเท้า โดยภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเก ภาวะปลายนิ้วเท้าผิดรูปหรือขี่กัน เท้าแบน อุ้งเท้าสูง ข้อเท้าเอียงผิดรูป ซึ่งอาจต่อเนื่องมาจากส่วนอุ้งเท้าหรือเป็นส่วนของข้อเท้าเอง 

          สาเหตุของภาวะเท้าและข้อเท้าผิดรูป อาจเกิดจาก 1.กรรมพันธุ์ โครงสร้างทางกายวิภาคของผู้ป่วยที่ได้รับถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม 2. ภาวะเอ็นข้อหลวม หรือ ข้อหย่อน 3.การใส่รองเท้าที่ผิดสุขลักษณะหรือไม่เหมาะกับเท้าของบุคคลนั้นๆ เช่น ส้นสูง รองเท้าที่มีการรับบริเวณอุ้งเท้าไม่เหมาะสม รองเท้าที่มีหน้าเท้าแคบหรือกว้างเกินไป 4.ภาวะผิดรูปหลังจากการบาดเจ็บของกระดูกและเส้นเอ็นข้อเท้าและเท้าที่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น จนอาจเกิดปัญหากระดูกไม่ติด กระดูกติดผิดรูป ข้อเอียง ผิวกระดูกข้อสึกหรือมีการกระเทาะบางส่วน เส้นเอ็นเคลื่อนหลุดออกจากร่องเส้นเอ็น เส้นเอ็นข้อเท้าหย่อนเป็นเหตุให้ข้อไม่มั่นคงและส่งผลให้เกิดข้อเสื่อมในที่สุด 5.ภาวะข้อผิดรูปจากการทำลายข้อที่มาจากภาวะแทรกซ้อนของระบบปลายประสาท (Charcot arthropathy) ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น การรักษาโรคเท้าและข้อเท้า ของ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบด้วย ทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมและมีความเชี่ยวชาญด้านโรคเท้าและข้อเท้า โดยมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยเร็ว   

นพ.เอกจิต ศิขรินกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านการบาดเจ็บกระดูกและข้อ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ด้านของการบาดเจ็บของบริเวณรอบข้อเท้านั้น เกิดได้จากการบาดเจ็บโดยตรง หรือ การบาดเจ็บโดยอ้อม กล่าวคือ การถูกกระทบกระแทกของข้อเท้าต่อพื้นผิว หรือวัตถุแข็ง การกระแทกตามแนวดิ่ง หรือ การบิดงอ ของข้ออย่างรุนแรง ทําให้เกิดการหักของกระดูกในบริเวณข้อเท้า โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกเปราะบาง กระดูกพรุน หรือผู้สูงอายุ โดยลักษณะ และความรุนแรง ของการแตกหักกระดูกนั้นขึ้นอยู่กับ กลไกของการบาดเจ็บ และความแข็งแรงของกระดูก นอกจากข้อมูลต่างๆ และอาการแสดงแล้ว แพทย์ต้องอาศัยภาพรังสีในการช่วยวินิจฉัย และวางแผนการผ่าตัด ได้แก่ ภาพถ่ายรังสี (plain X-ray) และ Computer Tomography Scan (CT Scan) ในการแตกหักของกระดูกที่ซับซ้อนหรือการแตกร้าวที่สังเกตได้ยาก

การให้การรักษาโดยไม่ผ่าตัด (conservative treatment) สามารถทําได้ในกรณีที่มีการแตกหักของกระดูกนั้นๆ เมื่อติดแล้วไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนขยับ รับน้ำหนักตัว และการใช้งานเดิมของผู้ป่วยเช่น กระดูกร้าว หรือแตกหักโดยไม่มีการเคลื่อนที่ของผิวข้อ หรือการแตกหักนั้นๆ ไม่ส่งผลต่อการดําเนินชีวิตของผู้ป่วย เป็นต้น โดยแพทย์สามารถให้การรักษาโดยการใส่เฝือก หรืออุปกรณ์เพื่อพยุง จํากัดการเคลื่อนขยับข้อเข่า และป้องกันการถ่ายลงน้ำหนัก กระทั่งกระดูกมีการเชื่อมติดที่แข็งแรงเพียงพอโดยใช้ระยะเวลา 6-8 สัปดาห์

          การให้การรักษาโดยการผ่าตัด (operative treatment) เป็นการให้รักษาในกรณีที่มีการแตกหัก และเคลื่อนของผิวข้อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถรักษาโดยการใส่เฝือกได้ โดยในส่วนของกระดูกตาตุ่มด้านใน และด้านนอกของข้อเท้าปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดเพื่อจัดกระดูก ใส่สกรู และ/หรือแผ่นโลหะยึดตรึงกระดูก (open reduction and internal fixation with Screws | plate and Screw) หรือการรัดลวดโลหะ tension band wiring เพื่อให้กระดูกติดในสภาวะและตําแหน่งที่เหมาะสม ร่วมกับการทํากายภายเพื่อให้ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น การรักษากระดูกหักที่ซับซ้อน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์เอ็กซเรย์แขนกล (Robotic C-arm, Artis Pheno) เพื่อช่วยให้สามารถได้ภาพถ่ายรังสีที่ชัดเจน และการทำภาพสามมิติ ในระหว่างการผ่าตัด สามารถทำให้การผ่าตัดยึดกระดูกมีประสิทธิภาพ และมีความแม่นยำ รวมถึงการลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการผ่าตัดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางรพ. กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลได้ริเริ่มใช้เทคโนโลยีชนิดนี้มาช่วยในการผ่าตัดรักษากระดูกหักในประเทศไทย 

ทั้งนี้ การให้การรักษากระดูกบริเวณข้อเท้าหักนั้นมีการรักษาที่แตกต่างกันตามตําแหน่งของชิ้นกระดูก การเคลื่อนที่ของชิ้นกระดูกที่แตกหัก ความรุนแรงของการบาดเจ็บ ความแข็งแรงของกระดูก และการบาดเจ็บร่วม (associated injury) โดยปัจจัยต่างๆ แพทย์ด้านการบาดเจ็บของกระดูกและข้อ จะนํามาเป็นข้อพิจารณาในการรักษาผู้ป่วยแต่ละราย โดยคํานึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคประจําตัว การใช้งานเดิมของผู้ป่วยก่อนการบาดเจ็บ   และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้ป่วยเป็นสำคัญ

          นอกเหนือจากการบาดเจ็บของกระดูกแล้วรอบข้อเท้ายังประกอบด้วยเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทที่สําคัญ เนื้อเยื่ออื่นๆ โดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ การบาดเจ็บ ของเส้นเอ็นรอบข้อเท้า (ankle sprain) ซึ่งมักจะพบว่ามีการบาดเจ็บจากการบิด พลิกของข้อเท้าเกิด การยืดออกของเส้นเอ็น จนเนื้อเยื่อของเส้นเอ็นมีการฉีกขาด ส่งผลให้มีอาการเจ็บ บวม และเลือดออกเกิด เป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง การขยับของข้อเท้า และการลงน้ำหนักจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บมากขึ้น อาการมากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บของเส้นเอ็น โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1. เส้นเอ็นมีการยืดเล็กน้อย แต่ไม่เสียความมั่นคงของข้อเท้า ระดับ 2. เส้นเอ็นมีการฉีกขาดบางส่วน แต่ความมั่นคงของข้อเท้าไม่เสีย หรือเสียเพียงเล็กน้อย ระดับ 3. เส้นเอ็นมีการฉีกขาดทั้งหมด และเสียความมั่นคงของข้อเท้า

การให้การรักษาเบื้องต้นของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ นั้นเพื่อลดอาการอักเสบ อาการบวม และเจ็บ ทําได้โดยพักการใช้งาน ประคบเย็น และยกเท้าให้สูงขึ้น ( Rest, Ice Compression, Elevation / RICE) หลีกเลี่ยงความร้อน แอลกอฮอล์ การใช้งานหนัก การบีบนวด (Heat, Alcohol, Running, Massage / HARM ) โดยเฉพาะในช่วง 48-72 ชั่วโมงหลังการบาดเจ็บ พักการใช้งานและใช้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บและอาการอักเสบ ซึ่งอาจจะร่วมกับการใส่อุปกรณ์ ช่วยพยุงหรือใส่เผือก ในรายที่ข้อเท้าไม่เสียความมั่นคง หรือเสียความมั่นคงเล็กน้อย สําหรับการบาดเจ็บที่รุนแรงจนมีผลต่อความมั่นคงของข้อเท้า มีผลต่อการใช้งานในบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่สามารถทําโดยการผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อเย็บซ่อมเส้นเอ็น ให้เส้นเอ็นกลับมามีความแข็งแรง และข้อเท้ามีความมั่นคงได้

         หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับอาการโรคเกี่ยวกับเท้าและข้อเท้า สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-310-3000 หรือ www.bangkokinternationalhospital.com

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

บำรุงราษฎร์ ชูนวัตกรรมการตรวจระดับยีนเพื่อป้องกันโรค เปิด ‘ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว’ ย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์

บำรุงราษฎร์ ชูนวัตกรรมการตรวจระดับยีนเพื่อป้องกันโรค

เปิด ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว’ 

ย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์

             วิวัฒนาการด้านพันธุกรรม ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากความสำเร็จในโครงการจีโนมมนุษย์ (The Human Genome Project: HGP) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของโลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ทำให้ความรู้ด้านพันธุกรรมมีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จนสามารถนำข้อมูลจากการตรวจทางพันธุกรรมมาใช้ในการตรวจรักษาและป้องกัน ในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีการตรวจยีนมาใช้แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เองก็ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ในเชิงป้องกันให้แก่ผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

                      การตรวจวิเคราะห์ยีน คือ การตรวจความผิดปกติของดีเอ็นเอ หรือรหัสยีน ซึ่งช่วยระบุความเสี่ยงในการเกิดโรคบางชนิด และความเสี่ยงในการแพ้ยา ทำให้สามารถป้องกันโรคเชิงรุก และใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเฉพาะอย่าง รวมถึงช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาหรือวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

                   ภญอาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร (CEO) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เราได้ยกระดับสู่โรงพยาบาลในการรักษาขั้นจตุตถภูมิ (Quaternary Care) เพื่อการบริบาลทางการแพทย์ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ประกอบการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีความซับซ้อน หรือรุนแรง ทั้งนี้ การบุกเบิกนวัตกรรมใหม่ของโรงพยาบาลฯ ในเรื่องการตรวจยีน นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบำรุงราษฎร์ ที่ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาองค์ความรู้ และแสวงหาการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อส่งมอบการบริบาลด้วยความเอื้ออาทร และเพื่อผลการรักษาเชิงบวกเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ผู้ป่วยของเรา

               นพอิศร สุขวนิช ผู้อำนวยการศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้จัดตั้ง ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว เพื่อให้บริการอย่างครอบคลุมโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนตรวจ การตรวจยีน การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ได้การรับรองมาตรฐานเฉพาะด้าน การแปลผล ซึ่งต้องใช้แพทย์ผู้ชำนาญการทางพันธุศาสตร์ที่มีประสบการณ์เป็นผู้แปลผล และหากพบพันธุกรรมที่มีความเสี่ยง ก็สามารถส่งต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษาหรือวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบัน บำรุงราษฎร์ได้ใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing เครื่องตรวจการกลายพันธุ์ของยีน ในห้องปฏิบัติการของบำรุงราษฎร์เองด้วย โดยห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลฯ รวมถึงห้องปฏิบัติการในต่างประเทศที่อยู่ในความร่วมมือของบำรุงราษฎร์ ได้การรับรองของ CAP Certified Laboratory จาก The College of American Pathologists (CAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่รับรองในกระบวนการเพื่อความถูกต้องแม่นยำและคุณภาพที่สม่ำเสมอของผลการตรวจวินิจฉัยและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

                  ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว ให้บริการตรวจพันธุกรรมในเชิงป้องกันเพื่อค้นหาความเสี่ยงก่อนเกิดโรค ครอบคลุม กลุ่มหลัก ได้แก่

1.    โรคมะเร็ง ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไทรอยด์ เป็นต้น

2.    โรคหัวใจ แบ่งเป็น กลุ่ม คือ กลุ่มโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดใหญ่โป่งพองและปริแตก และโรคหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย ซี่งล้วนมีโอกาสเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน

3.    เพื่อวางแผนการมีบุตร เช่น โรคจากยีนด้อยโครโมโซมเอกซ์ ดาวน์ซินโดรม โรคซิสติก ไฟโบรซิส หูหนวก โรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคและภาวะทางพันธุกรรมอื่นๆ

4.    ป้องกันการแพ้ยา เพื่อนำไปทำนายโอกาสที่ผู้ป่วยจะแพ้ยา หรือการตอบสนองต่อการใช้ยา โดยครอบคลุมยาที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่น ยาเบาหวาน ยาหัวใจ ยาความดัน ยานอนหลับ ยาอัลไซเมอร์ และยาจิตเวช เป็นต้น


                     นพชนินทร์ ลิ่มวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ในฐานะแพทย์จึงจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจเพื่อจะได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย ในอดีตเมื่อ 15-20 ปีก่อน ชุดทดสอบยังไม่ค่อยมีความแม่นยำในการทำนาย แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเนื่องจากองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แพทย์ทางพันธุศาสตร์มีความพร้อมที่จะนำเสนอว่าควรตรวจยีนตัวไหนที่ให้คำทำนายแม่นยำสูงและเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ทั้งนี้ บำรุงราษฎร์ได้มีการพิจารณาและเลือกชุดการตรวจยีนของกลุ่มโรคอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่ครอบคลุมได้ตลอดชีวิต รวมถึงได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการให้คำปรึกษาเพื่อการป้องกันและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยคลายกังวล และหากในอนาคตมีการศึกษาค้นพบยีนตัวใหม่ๆ และผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคหรือยาที่แพ้เพิ่มเติม ทางโรงพยาบาลฯ จะมีการแจ้งผลให้ผู้ป่วยทราบอย่างต่อเนื่อง

          ประโยชน์ของการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมในเชิงป้องกันของ ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว” ทำให้ช่วยค้นพบความเสี่ยงในการเกิดโรคบางชนิด ช่วยวินิจฉัยโรคที่เกิดจากพันธุกรรม บ่งบอกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยวางแผนการมีบุตร และลดความเสี่ยงในการแพ้ยาและการได้รับปริมาณยาที่ไม่เหมาะสม โดยในอดีตการตรวจลักษณะนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคหัวใจ หรือในครอบครัวที่เคยมีประวัติเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเสียชีวิตในขณะออกกำลังกาย แต่ปัจจุบัน การตรวจพันธุกรรมจะมุ่งเน้นในเชิงป้องกัน เพื่อหาความเสี่ยงในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถตรวจได้ทุกเพศทุกวัย หรือตรวจได้ตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากผลของยีนจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต

              นพชนินทร์ ลิ่มวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการตรวจยีนก่อนตั้งครรภ์ของคู่สมรสเพื่อป้องกันโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่มีผลกระทบต่อลูก บำรุงราษฎร์สามารถตรวจคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติแต่กำเนิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมได้มากกว่า 300 ยีนที่สัมพันธ์กับโรคทางพันธุกรรมกว่า 100 โรค ซึ่งแตกต่างจากการตรวจที่อื่น ๆ ที่นิยมเลือกตรวจเฉพาะเป็นโรค ๆ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย บำรุงราษฎร์จึงได้พิจารณาชุดตรวจยีนจากอัตราการเกิดโรคทางพันธุกรรมในเด็กที่ค่อนข้างสูง เช่น โรคจากยีนด้อยโครโมโซมเอกซ์ ดาวน์ซินโดรม หูหนวก โรคเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคและภาวะทางพันธุกรรมอื่น ๆ โดยโรงพยาบาลฯ ได้เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมที่สุด เช่น การตรวจ Cell-Free DNA ของทารกที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดแม่ เพื่อดูความผิดปกติของทารกในครรภ์ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี Non-Invasive Prenatal Testing (NIPT) โดยใช้วิธีเจาะเลือดแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารก แทนการเจาะน้ำคร่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแท้ง เป็นต้น

             ด้านการตรวจพันธุกรรมเพื่อป้องกันการแพ้ยา รศดรเภสัชกร ชลภัทร สุขเกษม ที่ปรึกษาด้านเภสัชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า บางครั้งเราใช้ยาชนิดเดียวกันรักษาโรค แต่ยาให้ประสิทธิผลกับผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน หรือบางรายอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง ซึ่งจริง ๆ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยา แต่ปัจจัยที่สำคัญมากคือพันธุกรรมของผู้ป่วยเอง พันธุกรรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยา ทำให้มีผลต่อการรักษา ซึ่งแพทย์จะมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสม สำหรับกลุ่มที่แพ้ยา สิ่งที่แพทย์กังวลมากคือ การแพ้ยาระดับรุนแรงทางผิวหนัง มักจะเกิดอาการผิวหนังหลุดลอก คล้ายๆ โดนไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก และอาจส่งผลถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต โดยยาที่คนไทยมักมีอาการแพ้ในระดับรุนแรงทางผิวหนัง ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อซัลฟา ยารักษาโรคเก๊าท์ และยากันชัก เป็นต้น

                ข้อดีของการตรวจยีน คือ รักษาได้ตรงจุด ตรงคน ตรงรหัสพันธุกรรม และแม่นยำ จากสถิติคนไทยมีลักษณะยีนเสี่ยง ประมาณร้อยละ 17-18 ซึ่งในกลุ่มนี้มีโอกาสแพ้ยาหรือไม่แพ้ยาก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยร่วมกัน คือ 1. ตนเองมียีนเสี่ยง และ 2. ป่วยเป็นโรคและกินยาที่ตนเองมียีนแพ้ นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มที่มีโอกาสไม่ตอบสนองต่อยาเลย ถึงแม้จะปรับขนาดยาก็ตาม ก็คือกลุ่มโรคมะเร็ง ซึ่งหากไม่ตรวจยีน แพทย์ก็จะไม่ทราบว่าผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาตัวนี้หรือไม่ และรู้ต่อเมื่อผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง ทำให้เสียเวลา เสียเงิน และเสียโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

                     การตรวจยีนของบำรุงราษฎร์ มีด้วยกัน วิธีง่าย ๆ แต่ให้ผลความแม่นยำสูง คือ 1. การเจาะเลือด และ 2. การเก็บน้ำลาย ทั้งนี้โรงพยาบาลฯ จะทำการตรวจและประเมินผลอย่างครอบคลุม เนื่องด้วยจะมีการประเมินถึงการใช้ยาร่วมกัน การกินสมุนไพรและอาหาร ซึ่งอาจจะเกิดปฏิกิริยาต่อการตอบสนองต่อยา ทำให้ทราบข้อมูลแบบองค์รวม คือ 1. ผลของยีนเป็นอย่างไร 2. ยาที่ใช้ร่วมกันเหมาะสมหรือไม่ และ 3. อาหารหรือเครื่องดื่มที่กินเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก  โดยบำรุงราษฎร์มีบริการตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงของการแพ้ยา ซึ่งจะครอบคลุมยาที่ใช้กันเป็นปกติ เช่น ยาเบาหวาน ยาหัวใจ ยาความดัน ยาฮอร์โมนเกี่ยวกับการนอนหลับ ยาอัลไซเมอร์ ยาจิตเวช ยารูมาตอยส์ ยาลดกรดในกระเพาะ รวมถึงกลุ่มยาทั่ว ๆ ไป อาทิ ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด เป็นต้น

                   นพอิศร สุขวนิช กล่าวปิดท้ายว่า “ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว สามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้อย่างไม่จำกัด เนื่องจากเรามีแพทย์ผู้ชำนาญการทางพันธุศาสตร์ แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางในทุกสาขา พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ รวมถึงทุกสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มากกว่า 20 ท่าน รวมถึงได้นำระบบโทรเวชกรรม (Teleconsultation) เข้ามาใช้ร่วมด้วย ที่สำคัญ บำรุงราษฎร์ยังมีระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย Trakcare ที่เชื่อมโยงข้อมูล Electronic Medical Record (EMR) กันทั้งระบบภายในโรงพยาบาล กรณีที่แพทย์จะมีการสั่งยาให้ผู้ป่วย ระบบก็จะช่วยป้องกันไม่ให้แพทย์สั่งจ่ายยาที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ระบบจะมีการแจ้งเตือนขึ้นบนหน้าจอทันที รวมถึงมีการส่งมอบบัตรผลการตรวจยีนสำหรับพกพา สำหรับใช้ยื่นให้กับแพทย์ในโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่เข้ารับการรักษา ทั้งนี้ บำรุงราษฎร์เราคำนึงถึงคุณภาพการรักษาที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

                นกรณีที่ผู้สนใจที่ต้องการตรวจยีน แต่ไม่สะดวกเดินทางมายังโรงพยาบาล อยู่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ก็สามารถตรวจยีนได้ โดยบำรุงราษฎร์จะส่งชุดอุปกรณ์การตรวจด้วยวิธีเก็บน้ำลายจากกระพุ้งแก้มไปให้ที่บ้าน และให้ส่งกลับมายังโรงพยาบาล หลังจากทราบผลยีนแล้ว แพทย์จะ Teleconsultation เพื่อแจ้งผลพร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่าง ๆ ที่จำเป็นให้ทราบอย่างละเอียด ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเดินทาง และเหมาะกับยุค New Normal อีกด้วย

             ศูนย์พันธุศาสตร์เชิงป้องกันและสุขภาพครอบครัว ตั้งอยู่ที่ชั้น อาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือสอบถามรายเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1378 หรือโทร02-011-4890, 02-011-4891 เวลา 8.00 – 20.00 เปิดทำการทุกวัน

 


 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...