วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เปิดตัวโครงการ Thailand Smart Tourism ออกแบบแพลตฟอร์ม “เพลินไทย” ระบบปฏิบัติการแผนที่ Smart map รายงานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบ New Normal

เปิดตัวโครงการ Thailand Smart Tourism ออกแบบแพลตฟอร์ม “เพลินไทย” ระบบปฏิบัติการแผนที่ Smart map รายงานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบ New Normal

     นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Thailand Smart Tourism ออกแบบแพลตฟอร์ม “เพลินไทย” ระบบปฏิบัติการแผนที่ Smart map รายงานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบ New Normal ในปัจจุบันที่คำนึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัย ดำเนินการนำร่องใน 13 พื้นที่ยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวนกว่า 1,000 สถานที่ โดยมี นายศุภฤกษ์ ภาวิไล เจ้าของแพลตฟอร์ม “เพลินไทย” Smart Map และผู้ก่อตั้ง บริษัท บียอนด์ ซิตี้ (ไทยแลนด์) จำกัด และพันธมิตรเข้าร่วมงานมากมาย ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563

      นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ที่คำนึงถึงปัจจัยมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สูงขึ้น ททท. จึงได้วางแผนกลยุทธ์แนวการทำงานขององค์กรในปี 2564 โดย ททท. จะเป็นผู้นําในการขับเคลื่อนและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด 3D ให้ความสําคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ Domestic ส่งเสริมและผลักดันการท่องเที่ยวในประเทศ Digital ปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล สร้างการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันทางดิจิทัล ก้าวทันอนาคต Dynamic มีความสามารถปรับสมดุลใหม่สามารถเผชิญความผันผวนของสถานการณ์และมีความยืดหยุ่นในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีใหม่ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

 

     ทั้งนี้ ททท. เล็งเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวยุคใหม่เข้ากับระบบดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล (New Normal) จึงร่วมกับ บริษัท บียอนด์ ซิตี้ (ไทยแลนด์) จำกัด ดำเนินการพัฒนาระบบปฏิบัติการแผนที่ (Smart Map Platform) มาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว รองรับการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยจะเริ่มต้นนำร่องในพื้นที่ 13 เขต 11 ย่านของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ธนบุรี คลองสาน บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ดุสิต ปทุมวัน บางรัก สาธร และบางคอแหลม ซึ่งจะมีข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหารและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวนกว่า 1,000 สถานที่ รวมถึงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานระบบ เป็นโอกาสให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวนำเสนอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของการท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวรวมถึงผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงพัฒนาการให้บริการของตนเองได้ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มรายละเอียด มาตรการและมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ที่สะท้อนถึงมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยที่จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้ในการตัดสินใจเข้ารับบริการการท่องเที่ยวด้วย

      สำหรับการใช้งานแพลตฟอร์ม “เพลินไทย” นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงผ่านเว็บไซต์ เพลินไทย.com จากนั้นเลือกพื้นที่ที่ต้องการเข้าถึงจาก 11 ย่านสำคัญในกรุงเทพฯ จะแสดงผลแพลตฟอร์มแผนที่ Smart map พร้อมด้วยสัญลักษณ์ (Icon) ต่างๆ ได้แก่ สัญลักษณ์บอกตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน ประเภทของสถานที่ สัญลักษณ์การใช้งานหน้าจอแสดงผล ต่อมาเมื่อกดไปที่สัญลักษณ์ของแต่ละสถานที่จะปรากฏหน้าต่าง Micro Page แสดงข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่นั้นๆ อาทิ วันและเวลาให้บริการ ตำแหน่งที่ตั้ง รายละเอียดข้อมูลสถานที่ ข้อมูลติดต่อ เบอร์ศัพท์ เว็บไซต์ มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย รางวัลรับรองมาตรฐาน วีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์สถานประกอบการ เป็นต้น 

       อีกทั้ง สามารถใช้งานได้ทั้งในระบบ iOS และ Android รวมถึงบนอุปกรณ์ Tablet โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทะเบียนใช้งาน และวางแผนรองรับการใช้งานภาษาอังกฤษและจีนในอนาคต

      ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทาง https://เพลินไทย.com/join_us และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพลินไทย.com  

ตำรวจท่องเที่ยวทำพิธีปล่อยแถวสร้างความปลอดภัย ด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Year New Normal 2021)

ตำรวจท่องเที่ยวทำพิธีปล่อยแถวสร้างความปลอดภัย

ด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Year New Normal 2021)

                 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปล่อยแถวสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ (NewYear New Normal 2021) ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยมี พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา  นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายโสพนา บุญสวยขัวญ นายกสมาคมรถโดยสารไม่ประจำทาง (สสท.) ตัวแทนนายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) นายไพรัตน์ ห่านศรีสุข อุปนายก และนายทองอยู่ สุภวิทยากรณ์ ตัวแทนนายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมผู้ประกอบนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ณ สนามศุภชลาศัย ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563


     

พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/โฆษก บช.ทท. เปิดเผยว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้จัดให้มีการปล่อยแถวสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ในการอำนวยความสะดวก ปกป้องคุ้มครองและรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปรับตัว โดยที่ทุกคนต้องอยู่ในมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มแข็ง





 และในส่วนของการท่องเที่ยวไทยนั้นเน้นการปรับตัวให้เป็นการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ซึ่งถือว่าจะเป็นการท่องเที่ยววิถีใหม่ยุคหลังโควิด-19 ที่จะทำให้การท่องเที่ยวของไทยนั้นยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบนโยบายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ดำเนินงานการบูรณาการและทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเหตุร้ายสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว โดยตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน ควบคู่กับการดูแลสุขภาพของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นสำคัญ



                 ดังนั้น การปล่อยแถวสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวรับทราบถึงความตั้งใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความพร้อมของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาความปลอดภัย ให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Year New Normal 2021) นี้ ต่อไป




                สำหรับพิธีปล่อยแถวสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ (NewYear New Normal 2021) ณ สนามศุภชลาศัย ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ได้มีการตรวจเยี่ยมมาตรการดูแลคัดกรองประชาชนที่มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิร์ล และพบปะผู้ประกอบการค้าย่านราชประสงค์ ทั้ง โรงแรมอโนมา โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เกษรพลาซ่า บิ๊กซีราชประสงค์ และอัมรินทร์พลาซ่า พร้อมตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวและประชาชนในห้วงการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย


วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พิธีเปิดการศึกษา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย-จีน (วมทจ.) รุ่นที่ 2 สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

พิธีเปิดการศึกษา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย-จีน (วมทจ.) รุ่นที่ 2 สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ


                  คุณหยาง ซิน อุปทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานกล่าวเปิดการศึกษาหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย-จีน (วมทจ.) รุนที่ 2 สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมีคุณอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน รองศาสตรจารย์ ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับ  พร้อมฟังการบรรยายเรื่อง "จีนสู่การเป็นมหานาจโลก" โดยรองศสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ และนักศึกษเข้าร่วมงานมากมาย ณ ห้องชั้น 11 โรงแรมสยาม แอท ลยาม ดีไซน์ กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา


       มหาวิยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สารารณรัฐประขาชนจีน เปิดหลักสูตรผู้ริหารรุ่นใหมไทย-จีน หรือ วมทจ. สำหรับผู้บริหารรุ่นกลาง โดยรุ่นแรกเปิดสอนเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 83 คน

       และในปี 2563 นี้ ทั้งสองสถาบันจับมือหนียวแน่นเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเปิดสอนรุ่นที่ 2 สร้างผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย-จีน ที่จะเป็นขุมกำล้งสำคัญของประเทศในอนาคต โดยมีพิธีเปิดการศึกษาเมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2563 เวลา 1030 ~ 1200 น ณ ห้องชั่น 11 โรงแรมสยม แอท สยาม ดีไซน์ กรุงเทพฯ ในงานนี้รองศาสตราจารย์ ดร. อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวต้อนรับผู้เข้าศึกษา คุณอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน และรักษาการผู้อำนวยการสถบันวิทยาการผู้นำไทยจีน กล่าวรายงานการจัดหลักสูตรฯ และได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก คุณหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการศึกษาและบรรยายพิเศษ


     วมทจ. รุ่นที่ 2 นี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงจำนวน 78 คนซึ่งมาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ คุณกรภพ รุ่งเจริญวิวัฒนา อัยการจังหวัดผู้ช่วยสำนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี คุณพรสัณห์ เชื้อพานิช ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ไพรัชวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด คุณวรุต กาญจนพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ฟอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด และคุณนุชญานน์ ทิมรัตน์ ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด โดยเปิดการศึกษาทุกบ่ายวันเสาร์ เวลา 13:00 - 1800 น. ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2563 ถึง 27 มีนาคม 2564

      สิ่งสำคัญที่ทำให้หลักสูตร วมทจ. มีความโดดเด่นดึงดูดใจผู้บริหารรุ่นใหม่ คือ เนื้อหาของหลักสูตรที่เข้มข้นเน้น "สร้างเครือข่ายแห่งโอกาส สร้างความรู้จีนที่ลึกซึ้ง" และการถ่ายทอดความรู้โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญทั้งจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ คุณหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รองศาสตราจารย์ ดร. ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประทศ และผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณ ณ กาฬ เลาหะวิไลย อดีตบรรณาธิการบริหารอาวุโส บริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

      ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติหมายเลขโทรศัพท์ 02-312-6300-79 ต่อ 1546, 02-312-6387, 090-220-9838 หรือ Line ID : tclhcu


วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Reboot Your Brain กู้สมอง ฟื้นฟูแบบองค์รวม

     Reboot Your Brain กู้สมอง ฟื้นฟูแบบองค์รวม


สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญในร่างกายมนุษย์ การสั่งการ ควบคุม ประสานงานการเคลื่อนไหว และการตอบสนองของร่างกาย โรคหรือความผิดปกติของสมองแต่ละบริเวณที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดอาการและอาการแสดงที่แตกต่างกัน การรักษาโรคทางสมองจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในความซับซ้อนทางกายวิภาคและหน้าที่ของระบบประสาท การตรวจร่างกายอย่างตรงจุดเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นพ. อภิชาติ พิศาลพงศ์ ผู้อำนวยการ แผนกอายุรกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท นพ.นันทศักดิ์ ทิศาวิภาต ผู้อำนวยการ แผนกศัลยกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท พญ. ดวงพร รุธิรโก อายุรแพทย์ ด้านผู้ป่วยวิกฤต รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล และนพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส ร่วมแถลงข่าว “Reboot Your Brain กู้สมองกลับคืนมา...พร้อมให้ชีวิตไม่สะดุด เพราะ stroke” ณ ห้องโถงล๊อบี้ ชั้น 3 รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

 นพ. อภิชาติ พิศาลพงศ์ ผู้อำนวยการ แผนกอายุรกรรมประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า สมองและระบบประสาททำหน้าที่ควบคุมกลไกต่างๆ ของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับสมองและระบบประสาทจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เพื่อการรักษาได้ทันท่วงที ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมให้การดูแลรักษา ทุกปัญหาที่เกี่ยวกับสมอง และระบบประสาท โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ทั้งทางด้านอายุรกรรมกับศัลยกรรมทางสมองเเละระบบประสาท รวมถึงแพทย์สหสาขาวิชา ทั้งแพทย์ด้านการดูแลผู้ป่วยขั้นวิฤต แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ ฯลฯ ที่มีความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยโรคสมองและระบบประสาท พร้อมด้วยเครื่องมือ เทคโนโลยีในการรักษา โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการรักษาที่ต้นเหตุและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ร่วมกับการฟื้นฟูสมองโดยคำนึงถึงผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ภายใต้  Concept   :  SMART  คือ  S  : Specialist   แพทย์เฉพาะทางแต่ละสาขา  M :  Modern   การออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ที่ได้มาตรฐานและวิธีการที่ทันสมัย   A : Advanced   มีความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  R :  Reputation     เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงและเป็นไปตามมาตรฐานสากล  T : Technology  มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัยในการตรวจวินิจฉัยและรักษา ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ทันท่วงทีโดยผ่านศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส   BDMS  Medevac Center   ซึ่งสามารถประเมินและจัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ  พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงรพ. ในเครือข่ายเพื่อให้การช่วยเหลือ รับปรึกษา  ส่งต่อในกรณีที่ต้องการและติดตามการรักษาด้วย telemedicine (การรับปรึกษาทางระบบทางไกล)     ทั้งนี้ กระบวนการในการรักษาผู้ป่วยโรคทางสมองและระบบประสาท ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการรักษาในระดับสากล  JCI (Joint Commission International) จากประเทศสหรัฐอเมริกา 


นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง ถือเป็นโรคร้ายในลำดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตประชากรไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน เป็นโรคที่คนทุกวัยควรระวัง ทั้งผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน หรือวัยรุ่น ก็อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน โดยเฉพาะในช่วงอายุอายุ 18-50 ปีมีจำนวนเพิ่มขึ้น การสังเกตอาการ “BEFAST” ของตนเองหรือคนใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ “B” คือ Balance เดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุน ฉับพลัน  “E” คือ Eyes ตามัว มองไม่เห็น เห็นภาพซ้อนฉับพลัน  “F” คือ Face Dropping ยิ้มแล้วมุมปากตก  “A” คือ Arm Weakness ยกมือแล้วกำไม่ได้ หรือแขนขาไม่มีแรง คือ Speech Difficulty พูดไม่ชัด พูดไม่ออก และ “T” คือ Time to call ควรรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่และนำส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ 4.5 ชม. ที่เป็น Magic Number คือ ถ้ามาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลา 4.5 ชม.นับตั้งแต่สังเกตเห็นอาการ แพทย์จะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือ rtPA ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งในคนไข้รายที่มีภาวะสมองขาดเลือดและไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง จะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน แต่สำหรับรายที่หากมาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และวินิจฉัยว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่ การให้ยา rtPA อาจไม่ทำให้อาการดีขึ้น ต้องอาศัยการรักษาโดยใส่สายสวนหลอดเลือดสมองเข้าช่วย โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจะใช้วิธีการดูด หรือนำลวด หรือตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน ฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดต้องทำด้วยความระมัดระวังโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับผู้ป่วยมากที่สุด


นพ.นันทศักดิ์ ทิศาวิภาต ผู้อำนวยการ แผนกศัลยกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในภาวะเฉียบพลันทั้งชนิดขาดเลือดและแตกนั้น นอกจากการให้ยาละลายลิ่มเลือด (fibrinolytic agents or rt-PA) การทำหัตถการใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดสมอง (endovascular thrombectomy) ยังมีการใช้เทคโนโลยีเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อสแกนเนื้อสมอง จะสามารถเห็นความเสียหายได้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ได้ข้อสรุปการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ แพทย์จะใช้เครื่อง Bi-Plane DSA (ไบเพลน ดีเอสเอ) เครื่องตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือด ช่วยในการดึงลิ่มเลือดอุดตัน แบบ Minimal Invasive โดยการใส่สายสวนเพื่อไปเปิดหลอดเลือดสมอง (ไม่เปิดกะโหลกศีรษะ) แต่จะมีแผลเล็กที่ขาหนีบตรงบริเวณที่ใส่สายสวนแทน    หรือหากสมองมีอาการรุนแรงจนวิกฤต แพทย์จะเลือกวิธีการผ่าตัดสมองด้วยเทคนิคนำวิถี (Steriotactic Neurosurgery) แพทย์สามารถกำหนดจุดที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างถูกต้องก่อนจะลงมีด นำผู้ป่วยไปเข้าเครื่องสร้างภาพของสมอง แล้วจึงนำภาพนั้นไปวางแผน กำหนดพิกัดช่วยให้ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดสมองสามารถเปิดแผลศีรษะเฉพาะจุดที่ต้องการเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยมีบาดแผลเล็กลงอย่างมาก บางครั้งอาจผ่าตัดผ่านรูขนาดเล็กเพียง 1 – 2 เซนติเมตร ส่งผลให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการ หรือเสียชีวิตต่ำกว่า   เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละราย  ทางศูนย์สมองและระบบประสาท มีเครือข่ายโรงพยาบาลทั้ง BDMS และพันธมิตรอื่นๆ  ช่วยทำให้การส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาโรคทางสมองและระบบประสาทอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพ  พร้อมทั้งอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพ  ทั้งนักกายภาพบำบัด เภสัชกรคลินิก นักกำหนดอาหาร ฯลฯ  เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด

พญ. ดวงพร รุธิรโก อายุรแพทย์ ด้านผู้ป่วยวิกฤต รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ การที่ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีหลังการผ่าตัดหรือการเจ็บป่วยทางสมอง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในหอผู้ป่วยวิกฤติ หรือ ICU จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรก เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เลือดออกในสมอง เส้นเลือดสมองอุดตันซ้ำ สมองบวม ภาวะความดันในสมองสูง หรือการติดเชื้อ เป็นต้น การดูแลเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติต่างๆ รวมถึงการให้การรักษาอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะระยะที่ 2  (secondary brain injury) เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะสมองขาดออกซิเจน ภาวะชัก ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ทำให้สมองสูญเสียหน้าที่มากขึ้น และเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการในผู้ป่วยวิกฤติทางสมองให้เหลือน้อยที่สุด

โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ใช้ระบบ Smart ICU เป็นนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีทาง medical informatics โดยใช้คอมพิวเตอร์เก็บรวบรวมข้อมูลทางคลินิกต่างๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย มีการประมวลผลอย่างแม่นยำและนำเสนอข้อมูลปริมาณมากแบบ real-time ในรูปแบบที่เอื้ออำนวยต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤติทางสมอง ซึ่งต้องการการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแบบทันท่วงที ทั้งสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจนในเลือด ปริมาณสารน้ำเข้า-ออก ระดับความดันภายในสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นไฟฟ้าสมอง และข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาทั้งหมดจะถูกบันทึกและสามารถทำมาเปรียบเทียบเพื่อประกอบการตัดสินใจรักษาผู้ป่วยได้ตลอดเวลาทั้งใน ICU และเพื่อรองรับระบบการปรึกษาทางไกล (telemedicine) หลักการของ real-time data collection  integration of information และ action-reaction ยังช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถติดตามผลการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับตลอดเวลาและสามารถปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ตามหลักของ Precision and personalized medicine

นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส กล่าวว่า ภาวะฉุกเฉินทางสมองต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ทันเวลา เป้าหมายสำคัญในการลำเลียงผู้ป่วยทางสมองโดยอากาศยาน คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และการปกป้องไม่ให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น” เนื่องจากโอกาสรอดชีวิต และคุณภาพชีวิตผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของสมอง การลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศจึงต้องยึดถือกฏนิรภัยการบิน ควบคู่กับมาตรฐานการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยทางสมอง โดยมีมาตรฐานการดูแลขณะลำเลียงผู้ป่วยทางสมอง ดังนี้ 1.การดูแลทางเดินหายใจ และการหายใจ ผู้ป่วยต้องหายใจได้ดี ได้รับออกซิเจนเพียงพอต่อความต้องการของเซลล์สมอง และมีระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้สมองบวมเพิ่มมากขึ้น 2.การดูแลระบบการไหลเวียนโลหิต ภาวะฉุกเฉินทางสมองส่วนใหญ่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดปัญหา ต้องดูแลและตรวจติดตามเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองเพียงพอ 3.ตรวจการทำงานของสมอง และระบบประสาท ทีมแพทย์-พยาบาลต้องตรวจประเมินการทำงานของสมอง และระบบประสาทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบในทันทีที่อาการเปลี่ยนแปลง 4. การปกป้องกันเซลล์สมองจากความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้น ทำได้โดยการป้องกันไม่ให้สมองทำงานหนัก และลดสิ่งกระตุ้น เพื่อลดความต้องการใช้ออกซิเจนจากการทำงานเพิ่มขึ้นของสมอง เช่น มีไข้ ชัก กระสับกระส่าย 5.การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับปัญหาทางสมอง ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบาย ปรับตำแหน่งของศีรษะและลำคอให้เหมาะสม 6.การประสานงานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจรักษาทันเวลา ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางสมองต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อเริ่มการรักษาที่จำเป็นได้ก่อนที่เซลล์สมองจะเสียหายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้

ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส(BDMS Medevac Center) มีทีมรับแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง มีบริการอากาศยานทางการแพทย์ฉุกเฉิน (SKY ICU) ให้บริการรับ-ส่งคนไข้ฉุกเฉินเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนตั้งแต่แรกรับ ด้วยอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง ปฏิบัติงานบนเครื่องด้วยทีมแพทย์-พยาบาลที่มีความชำนาญและประสบการณ์ ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานนิรภัยการบิน ขององค์กรการบินระหว่างประเทศ รวมทั้ง ยังมีอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินจำเป็น เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพและกระตุ้นหัวใจ ที่พร้อมให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในยามฉุกเฉินได้ไม่ต่างกับห้อง ICU โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที รวดเร็ว และปลอดภัย

 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...