วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564

ททท. เปิดตัวโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” พร้อมเสนอการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยว เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยว

ททท. เปิดตัวโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว

พร้อมเสนอการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยว

เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ททท. ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ WAT : Worship Activities Tradition “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” โดยมี นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และนางสาวฐาปนียฺ์ เกียรติไฟบูลย์ รองผู้ว่าการ ฝ่ายสินค้าและบริการ ททท. ร่วมงานด้วย ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภายหลังวิกฤตโควิด-19 เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประเทศสู่ความยั่งยืน ภายใต้ BCG Model ด้วยรูปแบบการเดินทางที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขีดความสามารถและปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้วยการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้การท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพและสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น กระตุ้นการใช้จ่ายและขยายฐานตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกาลังใช้จ่ายสูงและกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ    จะมุ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังอุตสาหกรรมบริการที่มีคุณภาพสูง ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ โดยโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจะได้มีข้อมูลและแนวทางในการเดินทางเพื่อสักการะ ไหว้พระ ขอพร และยังจะได้ไปสัมผัสความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่อีกด้วย

                นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่เป็นต้นทุนสำคัญทางการท่องเที่ยว อันเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และขนมธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของผู้คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดทางการท่องเที่ยวจนเกิดโครงการ WAT “ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” ยังส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ทั้งในด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และกระตุ้นให้เกิดรายได้ในพื้นที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่ ททท. สร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

                นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พุทธศาสนายังคงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทย และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยว โดยโครงการ WAT เป็นการผสมผสานเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คน เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางเส้นทางแห่งความศรัทธาให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์เกิดความสุขทั้งทางกายและทางจิตใจ  ทั้งนี้สำนักพุทธศาสนาฯ ได้มีเตรียมการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการสาธารณสุข และมาตรฐานปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA ไว้เป็นอย่างดี

             นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบวิถีปกติใหม่ (New Normal) คือเลือกวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ระยะทางไม่ไกลมาก ไปกับคนคุ้นเคย และมีการท่องเที่ยวตามความสนใจ โดยรัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหลากหลายมาตรการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ดังนั้น ททท. จึงสร้างสรรค์และนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาทางศาสนา ความเชื่อ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวและเพิ่มวันพักค้าง ซึ่งจะเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจฐานรากสู่ชุมชนและท้องถิ่นโดยรอบ โดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินโครงการ WAT หรือ ศรัทธานำทาง เส้นทางนำเที่ยว” และจัดทำเส้นทางแห่งศรัทธาเพื่อเสริมสิริมงคล ความรุ่งเรืองแห่งชีวิต เชื่อมโยงชุมชนที่มีศักยภาพและแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่พร้อมเสนอขาย จำนวน 15 เส้นทางทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดพิจิตร แพร่ น่าน เชียงราย ชัยนาท สระบุรี เพชรบุรี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครพนม ระยอง ปราจีนบุรี พังงา  สุราษฎร์ธานี และสงขลา    

                 ในโอกาสนี้ ททท. ยังได้นำเสนอผลงานการสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ดำเนินการและจัดทำทั้งในรูปแบบ Content Marketing และเส้นทางท่องเที่ยวที่พร้อมเสนอขาย ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม อาทิ เส้นทางดูดาว เส้นทางคนโสด (Single Journey) Power Spot - ฟื้นฟูจิตวิญญาน เส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism)      Workation - ทำงานเที่ยวได้ รวมใจช่วยชาติ และเส้นทางท่องเที่ยวตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA  ป็นต้น ทั้งนี้  เพื่อเป็นการส่งเสริมและก่อให้เกิดการกระจายการเดินทางท่องที่ยวเชิงพื้นที่และช่วงเวลา ผลักดันแนวทางการส่งเสริมเมืองรองและชุมชนในรูปแบบ Local Experience เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สนใจมาสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น สนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ และสอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวสีขาว  โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการตอกย้ำการท่องเที่ยวที่สะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือในการให้บริการทางการท่องเที่ยวและร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไx

   ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลโครงการ WAT และเส้นทางท่องเที่ยวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.tourismthailand.org/tourismproduct หรือ www.facebook.com/Tourismproducts หรือ โทร. 1672 เพื่อนร่วมทาง          

                                                

บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม นำทีมนักแสดงคิวบู้สายบุญ มอบตู้กาแฟหยอดเหรียญแก่ผู้เดือนร้อน สร้างอาชีพ เติมความฝันและอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ...

บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม นำทีมนักแสดงคิวบู้สายบุญ มอบตู้กาแฟหยอดเหรียญแก่ผู้เดือนร้อน สร้างอาชีพ เติมความฝันและอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ...

              บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยนายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัทฯ ร่วมกับรายการสะพานอาชีพ และกลุ่มนักบู้สายบุญ ร่วมกันจัดโครงการมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง  จำนวน 99 ตู้ แก่ผู้ประสบปัญหาและมีความเดือดร้อนนำไปสร้างอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว เพื่อความฝันและอนาคตทีสดใสในวันข้างหน้า 

               เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา  สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) ผู้ดำเนินรายการสะพานอาชีพ พร้อมด้วยกลุ่มนักบู้สายบุญ ได้แก่ นายบุญเรือน เงินเติม นายสายฝน กำมะณี  นายภาณุวัฒน์ กลิ่นขจร (แรมโบ้) นายศรีสุวรรณ อสุชีวะกำจร นายชมพู ประเสริญ และคุณกนกธร คู่วรัญญู รองประธานอำนวยการ บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวแทนนายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัทฯ ได้เดินทางไปที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเครื่องแรก แก่ นายสายัณฆ์ สังข์ประเสริฐ ชาวบ้านบ้านหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ผู้ประสบปัญหาได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากต้องเลี้ยงดูบุตรสาวที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถกระบะพุ่งชน จนได้รับบาดเจ็บจนพิการ เพื่อจะได้มีอาชีพทำกิน สามารถดูแลครอบครัวต่อไปได้อย่างมีความสุข 

               สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) รายการสะพานอาชีพ และเพื่อนกลุ่มนักบู้สายบุญ กล่าวว่า ทางรายการสะพานอาชีพ เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นในการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาและมีความเดือดร้อน แต่ทางรายการจะไม่ให้เป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ เพราะใช้ไปก็มีวันหมด พอหมดแล้วจะยังไงต่อ จะต้องขอใหม่หรือว่าหาหนทางอื่นๆ ทางเราจะมอบอาชีพให้แทน เพราะมีอาชีพแล้วก็จะสามารถต่อยอดต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด  แล้วอาชีพอะไรล่ะที่จะเหมาะสม และไม่เป็นภาระ มีเวลาในการดูแลบุตรหลานและสามารถทำอย่างอื่นได้ไปพร้อมๆ กัน 

             ทางรายการเล็งเห็นว่า “ ตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง เหมาะสมที่สุด ” เพราะติดตั้งได้ง่าย สะดวกที่สุด เพียงมีทำเลที่ตั้ง ไม่ต้องเสียเวลามาดูแล สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อีกด้วย จึงได้ไปปรึกษาและนำเสนอแก่บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ นายกฤชเจริญ ดำรงชัยกุล ประธานบริษัท24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เห็นว่าเป็นโครงการและเป็นกิจกรรมที่ดีมาก เป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างจริงจัง ผู้ที่เดือดร้อนจะได้มีอาชีพ เพื่อความฝันและอนาคตทีสดใสในวันข้างหน้า อยู่ในสังคมได้ต่อไป ก็เลยยินดีร่วมสนับสนุนโครงการนี้

                คุณกนกธร คู่วรัญญู รองประธานอำนวยการ บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ คอร์ปอเรชั่น มีความยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมกับทางรายการสะพานอาชีพในการมอบตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงแก่ผู้ที่ประสบปัญหาและได้รับความเดือดร้อน ตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเป็นตู้ที่มีคุณภาพ ติดตั้งง่าย ใช้เวลาเพียงน้อยนิดก็ติดตั้งเสร็จแล้ว ที่สำคัญกาแฟ โกโก้ ของเราก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกหลักอนามัย ไม่มีไขมันทรานส์ ตู้ของเราเวลาเสีย เราเปลี่ยนอะไหล่ให้ฟรี แล้วทุกๆ 3 ปี บริษัทเราเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ และที่สำคัญถ้าตู้จำหน่ายกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเสียหายเนื่องจากเกิดอุบุติเหตุ เช่น รถชน หรือถูกขโมย บริษัทของเรามีทำประกันไว้กับบริษัทประกันภัยด้วย 

              สิบเอกมานิตย์ ชูเยาว์ (บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม) รายการสะพานอาชีพ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ที่ประสบปัญหาและได้รับความเดือดร้อน ถ้าสนใจอยากมีอาชีพ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีความสุข ก็ติดต่อเข้ามาได้ที่ FANPAGE บ่าวใหญ่ เชิญยิ้ม หรือ PAGE ไทยสี่ภาคแอนด์มูฟวี่ หรือ โทร. 062-945-5499 และ 094-830-6356 หรือผู้ใจบุญท่านใดต้องการร่วมช่วยเหลือผู้ยากไร้ ร่วมกับรายการ สามารถติดต่อกับทางรายการได้ในช่องทางเดียวกัน มาร่วมกันช่วยเหลือคนดีในสังคมที่ยังต้องการโอกาส เงินเพียงเล็กน้อยของท่าน อาจเป็นโอกาสสร้างชีวิตใหม่ให้กับพวกเขา ...

ผู้ใหญ่วิโรจน์ร้องสื่อ ลูกชายถูกตำรวจอุ้มไปซ้อม ผ่านมาเกือบปี คดีไม่คืบหน้า... เตรียมนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียน ผบ.ตร. และศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

ผู้ใหญ่วิโรจน์ร้องสื่อ ลูกชายถูกตำรวจอุ้มไปซ้อม  

ผ่านมาเกือบปี คดีไม่คืบหน้า...

เตรียมนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียน ผบ.ตร.

และศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

พ่อของผู้ได้รับบาดเจ็บร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน หลังลูกชายถูกกลุ่มตำรวจกว่า 5 คน เข้ามาในบ้านโดยไม่มีหมายค้น แล้วอุ้มลูกชายตนไปทำร้าย โดยการเตะและตบบ้องหู รวมทั้งใช้ถุงพลาสติกคุมหัวแล้วยกขึ้นทำซ้ำๆ หลายครั้ง จนขาดอากาศหายใจ ลูกชายตนต้องร้องขอชีวิต ก่อนปล่อยตัวยังข่มขู่ห้ามบอกใคร ห้ามไปบอกสื่อ ผ่านมาเกือบปีแต่คดีไม่คืบหน้า...หวั่นได้รับอันตราย

นายวิวัฒน์ แก้วงาม อยู่บ้านเลขที่ 81/39 ม.11 ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เล่าว่าเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เวลาประมาณ 15.00 น. ช่วงเกิดเหตุตนอยู่ที่บ้าน ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาในบ้าน บอกว่าเป็นตำรวจ โดยไม่มีหมายค้นแต่อย่างใด หนึ่งในนั้นได้เดินมาเคาะและขย่มประตูบ้านพร้อมกับพูดเสียงดังในลักษณะตะคอกว่า "มึงเปิดประตู มึงเปิดประตู มึงเปิดประตูเดี๋ยวนี้"ด้วยความกลัวและก็ตกใจ ผู้เสียหายจึงได้ลุกขึ้นไปเปิดประตูบ้าน หลังจากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้เข้ามาในบ้านทันที บังคับให้ผู้เสียหายให้นั่งอยู่นิ่งๆ และยึดโทรศัพท์พร้อมพูดว่า "ห้ามโทรหาใคร" ส่วนคนอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามาภายในบ้าน แล้วต่างคนต่างก็ได้แยกย้ายกันไปตรวจค้นภายในบ้าน ผู้เสียหายจึงสอบถามกลุ่มชายฉกรรจ์ว่า "เป็นใคร ต้องการอะไร มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้ในบ้านของผม" หนี่งในกลุ่มชายฉกรรจ์บอกว่า "มึงก็รู้ว่าพวกกูเป็นตำรวจ มึงอย่าหัวหมอ" หลังจากพูดจบคนที่พูดก็ได้เตะเข้าที่ชายโคลงด้านซ้าย 1 ครั้ง และตบที่ศรีษะอีก 1 ครั้ง ส่วนคนอื่นๆ ก็บังคับให้พี่สะใภ้ของตนเดินไปเปิดประตูห้องภายในบ้านทุกห้อง กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวต่างแยกย้ายกันตรวจรื้นค้นภายในบ้าน และนอกบ้าน ทั้งๆ ที่ผู้เสียหายห้ามทำการตรวจค้น แต่ก็ไม่มีใครเชื่อฟัง หลังจากนั้นแม่ของผู้เสียหายได้กลับมาที่บ้าน กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้บังคับให้แม่ผู้เสียหายไปเปิดตู้เซฟภายในห้องนอน  เมื่อเปิดเซฟออกมาก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด  โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวซึ่งอ้างตัวเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบชุดตำรวจ และไม่แสดงบัตรประจำตัวตัวว่าเป็นตำรวจ หลังจากตรวจค้นภายในบ้านไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแล้ว

    กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายขึ้นรถยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Fortuner สีดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยให้ผู้เสียหายนั่งส่วนท้ายบริเวณสำหรับวางของภายในรถ หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ YAMAHA รุ่น Fino หมายเลขทะเบียน ขฉษ 129 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นรถของแม่ผู้เสียหาย ขับออกไปโดยพลการ

กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายมาที่บ้านพักหลังหนึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเอื้ออาทรหัวหิน ชองการเคหะแห่งชาติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ 10 กิโลเมตร  ภายในบ้านยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4-5 คน กำลังเล่นการพนันไฮโลกันอยู่ กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้นำตัวผู้เสียหายเข้าไปในบ้านพักและบังคับให้ผู้เสียหายล่อซื้อยาเสพติด  ทั้งๆ ที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพราะผู้เสียหายไม่รู้จักคนขายและคนเสพยาเสพติด หนึ่งในนั้นจึงพูดว่า "มึงอย่ากวนตีน" จากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้มัดมือผู้เสียหายไขว้หลังและใส่กุญแจมือ พร้อมกับเตะเข้าบริเวณลำตัวของผู้เสียหาย จนทำให้ผู้เสียหายล้มลง พร้อมกระทืบซ้ำบริเวณหลัง และได้เตะผู้เสียหายอีกหลายครั้ง หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นนายตำรวจยศ ร.ต.อ...ได้พูดว่า "มึงหายาให้กูได้ไหม" ผู้เสียหายจึงได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักผู้ขายจริงๆ ตำรวจยศ ร.ต.อ..ดังกล่าวจึงได้ถีบที่ต้นขาผู้เสียหาย หลังจากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ได้นำถุงพลาสติกแบบหูหิ้วสวมคลุมศีรษะตลอดลงไปถึงลำคอของผู้เสียหาย แล้วรีดอากาศภายในถุงออกปิดปากปิดจมูกและรัดคอ เพื่อให้ผู้ที่หายทรมานและหายใจไม่ออก แล้วหิ้วขึ้นจนถุงพลาสติกขาด จากนั้นหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ทำซ้ำแบบเดิมแต่เพิ่มถุงพลาสติกเป็น 2 ใบซ้อนกัน เพื่อให้หนากว่าเดิมแล้วหิ้วยกขึ้น จนถุงขาดหลังจากถุงขาดแล้ว ก็ได้พูดบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายทำการล่อซื้อยาเสพติด ผู้เสียหายก็ปฏิเสธต่อกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวว่าไม่รู้จักผู้ขายยาเสพติดจริงๆ หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว ก็ได้นำถุงพลาสติกมาทำแบบเดิมอีกหลายครั้ง จนผู้เสียหายหายใจไม่ออกจนเกือบจะตาย ผู้เสียหายได้ร้องขอชีวิตหลายครั้ง

กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวเมื่อเห็นว่าผู้เสียหายไม่สามารถหายาเสพติดให้ได้จึงได้ปล่อยตัวในเวลา 21.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ พร้อมกับพูดข่มขู่ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายบอกใครหรือแจ้งความร้องทุกข์หรือร้องเรียนหน่วยงานใด หากมิฉะนั้นจะโดนกระทำหนักกว่าเดิมและยัดยาเสพติดเพื่อจับกุมดำเนินคดี

ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ผู้เสียหายได้กลับมาที่บ้านกินยาแก้ปวด โดยไม่ได้ไปหาหมอทันทีเนื่องจากเป็นช่วงเวลาดึกและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จนรุ่งเช้าของวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ผู้เสียหาย จึงได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลการตรวจแพทย์ได้สั่งยาแล้วให้กลับมาบ้านเพื่อรอดูอาการ แต่อาการของผู้เสียหายไม่ทุเลา ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม. 2563 ผู้เสียหายได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แพทย์ให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 คืน ความเห็นของแพทย์ระบุว่า “มีบาดแผลถลอกเป็นแนวยาวรอบคอและข้อมือทั้งสองข้างกว้างประมาณ 1.5 ซม.บาดแผลรอยพกช้ำที่บริเวณลำคอด้านซ้ายขนาด 2 ซม. บาดแผลพกช้ำบริเวณใบหูซ้ายขนาด 3 ซม. บาดแผลถลอกบริเวณหลังส่วนล่างด้านขวาขนาด 3 ซม. และการปวดบริเวณลำคอ


นายวิวัฒน์ แก้วงาม ผู้เสียหาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ได้แจ้งความไว้ที่พนักงานสอบสวนเจ้าของพื้นที่ที่เกิดเหตุเนื่องจากเกรงว่าจะไม่รับความเป็นธรรมและไม่ปลอดภัย ผู้เสียหายจึงได้ดำเนินการฟ้องต่อศาลเองและมีความประสงค์จะดำเนินคดีด้วยตนเองจนถึงที่สุด

ด้านผู้ใหญ่วิโรจน์ แก้วงาม พ่อของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจและส่งสารลูกมาก ที่ถูกตำรวจซ้อมเกือบปางตายแล้ว แถมจะยัดยาให้กับลูกตนอีก ถึงขั้นเอาถุงพลาสติกครอบหัวแล้วยกขึ้นทำให้ลูกของตนขาดอากาศหายใจทำซ้ำๆ จนลูกชายต้องร้องของชีวิต จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่เร่งทำคดี จับตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวความปลอดภัยของครอบครัวและลูกชายตน

ผู้ใหญ่วิโรจน์ แก้วงาม ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่เพิ่มเติมว่า ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์วนเวียนเข้ามาหาและติดตามตลอด ขอให้ตนและครอบครัวยอมไกล่เกลี่ยไม่แจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์แก่กลุ่มตำรวจดังกล่าว พร้อมเสนอเงินเยียวยาให้ตนและครอบครัวเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท เพื่อจะได้ยุติคดีความ แต่ตนได้ปฏิเสธไป แล้วขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด สวนคดีความได้ผ่านมาเกือบปีแล้วไม่มีความคืบหน้าจึงมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนให้ช่วยเหลือ

ส่วนในด้านหลักฐานลูกชายตนจดจำใบหน้าตำรวจที่เข้ามาอุ้มได้อย่างชัดเจน  และมีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ขณะกลุ่มตำรวจได้เข้ามาในบ้านของตนไว้ทั้งหมด

หลังจากนี้ถ้าไม่ได้ความเป็นธรรม คดีไม่มีความคืบหน้า ตนจะเดินทางมาขอเข้าพบ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของตน รวมทั้งจะเดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ร้องเรียนรับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลให้ช่วยเหลือต่อไป

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Credit Card บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) และนางนันทิญา อังคณากานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสุขและความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด (true) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกความร่วมมือโครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564



         โครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนา            ขยายช่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ และสร้างโอกาสในการขายสินค้าการท่องเที่ยวให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ จนนำไปสู่การเดินทางท่องเที่ยว


     บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เกิดจากความมุ่งมั่นของ ททท. ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทย และช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 และรูปแบบการท่องเที่ยวที่ปรับไปสู่วิถีปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Online Marketplace ภายใต้ชื่อ “ห้าง ททท.” หรือ “Tourism Department Store” ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ สทท. ได้คัดสรรพิเศษการันตีความคุ้มค่าและปลอดภัยด้านสุขอนามัย มาให้นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจสินค้าการท่องเที่ยวที่หลากหลายได้เลือกซื้อกัน โดยแบ่งออกเป็น 8 ชั้น แพ็กเกจท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ & ความงาม ที่พัก ร้านอาหาร & เครื่องดื่ม ร้านค้า & ของที่ระลึก กีฬา & นันทนาการ และโปรเด็ด ดีลพิเศษ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตาม Theme ส่งเสริมการตลาดในแต่ละเดือน

     นอกจากนี้ ททท. ยังได้จับมือร่วมกับภาคเอกชน อาทิ KTC และ true ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันสร้างช่องทางการตลาดและขยายการรับรู้สินค้าการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ การกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยก่อนขยายผลไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ


       ทั้งนี้ ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ยังได้ผนึกกำลังในการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการจัดแคมเปญ “ช้อปคุ้มทุกเรื่องเที่ยวบนเว็บไซต์ห้าง ททท. กับบัตรเครดิต KTC”  แลกรับเครดิต เงินคืนสูงสุด 15% (ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำและยอดเครดิตเงินคืนสูงสุด) การจัด Mobile Booth และ Live Steaming ผ่าน Facebook โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร รวมไปถึงรายละเอียดข้อมูลดีลพิเศษต่างๆ จากโครงการได้ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore หรือ Line OA : @tatdepartmentstore









 

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเร่งสนับสนุนการประกอบอาชีพ สร้างชีวิตแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเร่งสนับสนุนการประกอบอาชีพ สร้างชีวิตแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์

           มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายสุรพงษ์  เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วยนายสุรพงศ์  เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นำทีมสังคมสงเคราะห์ เร่งเดินสายภาคเหนือ มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์  จำนวน 17 ครัวเรือน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 204,990 บาท (สองแสนสี่พันเก้าร้อยเก้าสิบบาทถ้วน) เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายรังสรรค์  ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และ นายกฤชเพชร  เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะมูลนิธิพิจิตรสามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ และมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ ร่วมในพิธี ณ  หอประชุมศาลากลางจังหวัดพิจิตร และ ห้องโถง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ (หลังเก่า) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564




                  การดำเนินการ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์  จะจัดทีมลงพื้นที่ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนสร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้พิจารณาครัวเรือนยากจนให้ได้รับวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ จำนวน 98 ครัวเรือน และดำเนินการมอบวัสดุอุปกรณ์แล้วในปี 2563 รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น จำนวน  1,288,712 บาท (หนึ่งล้านสองแสนแปดหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสิบสองบาทถ้วน)

                  และในปีงบประมาณ  2563  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17  จังหวัด ได้แก่  อุทัยธานี  นครสวรรค์  พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร อุตรดิตถ์  กำแพงเพชร  สุโขทัย  ตาก  ลำพูน  ลำปาง  น่าน  แพร่   พะเยา  เชียงใหม่ เชียงราย  และ แม่ฮ่องสอน  โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย  500 ครัวเรือน งบประมาณดำเนินงานทั้งสิ้น  จำนวน  10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน)


.               กว่า 111 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ รวมทั้งการมอบโอกาสทางอาชีพ เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน  ดังคำขวัญมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิตต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง 1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สำนักงานสถิติแห่งชาติลงพื้นที่ติดตาม “คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบ EEC พร้อมเตรียมยกระดับการทำงานสู่ รัฐบาลดิจิทัล

สำนักงานสถิติแห่งชาติลงพื้นที่ติดตาม คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบ EEC พร้อมเตรียมยกระดับการทำงานสู่

รัฐบาลดิจิทัล


สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ชุมชนหนองขาม อำเภอศรีราชา ติดตาม คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบเขต EEC เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการทำสำมะโนประชากรและเคหะโดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 พร้อมเผยทิศทางการดำเนินงานพร้อมนำองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

                นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์  การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติอย่างมาก โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ Face to Face ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ประชาชนนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ ประกอบกับสังคมมีความต้องการใช้ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น สสช. ตระหนักดีว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและทบทวนวิธีการทำสำมะโนในรูปแบบใหม่ จึงได้จัดให้มีการศึกษา โครงการการศึกษาและพัฒนาต้นแบบการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะจากฐานข้อมูลทะเบียน หรือ Register-based Census’ ถือเป็นโครงการนำร่องที่จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบ กรอบแนวคิด และวิธีการทำสำมะโน โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเสริมวิธีการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และครอบคลุมประชากรของประเทศ


                Register-based Census ดำเนินการใน 3 จังหวัดซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีราชาและอำเภอพนัสนิคม เป็นการเก็บข้อมูลจากประชากรทุกคนตามที่อยู่อาศัยจริง ณ วันที่กำหนด โดยใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งได้ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2563 - เดือนมีนาคม 2564 นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การปรับเปลี่ยนวิธีการทำสำมะโนจากแบบดั้งเดิมมาใช้ฐานข้อมูลทะเบียนนั้น ทุกประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำสำมะโนของประเทศ เพราะสามารถใช้ข้อมูลจากทะเบียนที่หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ มีอยู่แล้วมาใช้แทนการปฏิบัติงานสนามได้ หากวิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้จะทำให้ประชาชนตอบคำถามและใช้เวลาน้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่การให้ความร่วมมือของประชาชนในการตอบข้อมูลกับ สสช. มากขึ้น และได้ข้อมูลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย ผลการศึกษาจากโครงการนี้ อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปรับเปลี่ยนวิธีการทำสำมะโนในอนาคต

                นอกจากโครงการ Register-based Census แล้ว ในปีที่ผ่านมา สสช. ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือ GBDi พัฒนา ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ หรือ Government Data Catalog” เรียกสั้นๆ ว่า GD Catalog ซึ่งถือเป็นสมุดหน้าเหลืองรวบรวมรายการข้อมูลภาครัฐ และเปิดให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการข้อมูลข้ามหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และปลอดภัย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน โดยจะพัฒนาเป็น Digital Platform ด้านข้อมูลเพื่อใช้งานร่วมกันในระดับประเทศ (GD Catalog Platform) ต่อไป นับเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

   

             สำหรับประโยชน์ของระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ จะช่วยลดระยะเวลาการสืบค้นและศึกษาข้อมูล เนื่องจากมีการจัดการบัญชีข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ มีคำอธิบายข้อมูลที่แสดงถึงแหล่งที่มาจากเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง โดยตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ GD Catalog เช่น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การมีบัญชีข้อมูลภาครัฐทำให้ทราบว่าข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 มีการจัดเก็บอยู่หรือไม่ อยู่ที่หน่วยงานใด จัดเก็บอยู่ในรูปแบบใด ซึ่ง GBDi ได้รวบรวมบัญชีข้อมูลและนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 มากกว่า 100 รายการ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มุ่งเน้นการจัดทำข้อมูลและให้บริการข้อมูลสถิติที่สอดคล้องตอบโจทย์ ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์ของประเทศ โดยพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลให้มากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบแบบสอบถามออนไลน์ การใช้แท็บเล็ตในการเก็บและปรับปรุงข้อมูล การพัฒนาระบบการบริการข้อมูลแบบ API เป็นต้น


สำหรับปี พ.ศ. 2564-2565 มีโครงการสำคัญที่จะดำเนินการ ดังนี้ โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 โครงการสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 โครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร โครงการยกระดับการสำรวจข้อมูลของ สสช. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรสถิติดิจิทัล และโครงการจัดทำฐานข้อมูลผู้ถือครองทำการเกษตรของประเทศไทยโดยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 เป็นต้น

ข้อมูลถือเป็นขุมทรัพย์และเข็มทิศนำทางการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงใคร่ขอความร่วมมือประชาชนให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริงกับ คุณมาดี’ เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีมีคุณภาพมาประมวลผล และนำไปเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง ก้าวทัน และยั่งยืน” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ

                ติดตามข้อมูลสถิติที่น่าสนใจมากมายจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.nso.go.th  โซเชียลมีเดีย Line Official Account “NSO OF THAILAND” และโมบายแอปพลิเคชัน “THAI STAT” หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 0 2141 7500-03

 

 

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564

วันคล้ายวันสถาปนา " ททท. ครบ 61 ปี " วันที่ 18 มีนาคม 2564

วันคล้ายวันสถาปนา " ททท. ครบ 61 ปี " วันที่ 18 มีนาคม 2564


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ครบรอบสถาปนา 61 ปีแห่งความตั้งใจ เพื่อให้เมืองไทยอยู่ในใจของนักท่องเที่ยวทุกคน พร้อมเพิ่มเจตจำนงเพื่อให้การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ...

วันที่ 18 มีนาคม 2564 ที่อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานใหญ่ มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ครบ 61 ปี   มีบุคคลในวงการท่องเที่ยวมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น ไม่ว่าจะเป็นนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คณะผู้บริหาร ททท. อาทิ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าฝ่ายสินค้าและบริการ ททท. นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) พร้อมด้วยคณะบริหาร สททท อย่าง ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ รองประธานสทท. นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ รองประธาน สทท. นายโสพนา  บุญสวยขวัญ กรรมการสทท. นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการ สทท. คุณวรางคณา สุเมธวัน  ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว (ช.ส.ท.) พร้อมคณะกรรมการ สมาชิก เข้าร่วมงานจำนวนมาก



โดยในช่วงเช้ามีการประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี พิธีสักการะพระพุทธชัยวัฒน์ ประทานพร ททท. ,  พิธีสักการะรูปเหมือน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พิธีสงฆ์จำนวน 9 รูป (จากวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร) เพื่อความเป็นสิริมงคล

ส่วนในช่วงบ่าย) มีการมอบประกาศเกียรติคุณแก่พนักงานที่ปฏิบัติงานครบ 25 ปี 30 ปี และ 35 ปี และมีพิธีทางศาสนาอิสลาม



สำหรับประวัติ ททท. นั้น เริ่มจากการจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ในปี 2503 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียง 81,340 คน หลังจากนั้นภารกิจได้ขยายตัวออกไปมากขึ้น เปลี่ยนจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) เป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2522 พร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ในแต่ละปีจนเข้าสู่หลักล้านและหลายสิบล้านคนในปัจจุบัน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆของเศรษฐกิจของชาติ เป็นการเพิ่มรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศจนบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 ที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มจำนวนและรายได้ในแผนงาน ททท. นับแต่ปี 2520



ปี พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด " สำนักงานท่องเที่ยว " ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า " องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย " มีชื่อย่อว่า " อ.ส.ท. " โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502

\

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่เดิมนั้นมีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และการส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่าง " พระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว " เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม 2522 จัดตั้ง " การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย " ขึ้น มีชื่อย่อว่า " ททท. "




พลังสำคัญที่ทำให้ ททท. พัฒนาการท่องเที่ยวได้สำเร็จดั่งที่ตั้งไว้ คือบุคลากรที่มีความมุ่งมั่นรักษาค่านิยมองค์กร หรือ TAT SPIRITS ด้วยความมีจิตมุ่งบริการ เป็นมืออาชีพ มีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ทำงานเป็นทีมและเครือข่าย มุ่งเน้นการคิดเชิงกลยุทธ์ ให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในองค์กรร่วมกัน ทั้งยังผลักดันการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ (Responsible Tourism) อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดเรื่องการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านการใช้นวัตกรรม และกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

 

 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...