วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565

ททท. บุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ชูโครงการ “Thailand Holideals” พร้อม กระตุ้นการขายให้กับผู้ประกอบการ

ททท. บุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ชูโครงการ “Thailand Holideals”  พร้อม

กระตุ้นการขายให้กับผู้ประกอบการ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Thailand Holideals  ตอบรับเทรนด์แห่งโลกอนาคตก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ใช้เหรียญดิจิทัล แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการท่องเที่ยว กระตุ้นตลาดด้านการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมบุกตลาดออนไลน์ และ ออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการในทุกช่องทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดยมี นายปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ ผู้บริหารบริษัท มัลติเทคโนโลยี เอ็กซ์เพิร์ต จำกัด นายเกริกพงศ์ งาทวีสุข ผู้จัดการท่ัวไป บริษัท แอสเซนด์ แทรเวิล จํากัด และ นายนัตธนนท์ ปิ่นโรจน์ ร่วมแถลงข่าวด้วย ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก ณ ศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล FAAMAI Digital Arts Hub เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร




นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงการเปิดมิติของการทำธุรกิจและการตลาดที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบาย รวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ




ททท. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว จึงได้ร่วมมือกับบริษัท กู๊ด มู๊ด จำกัด พร้อมจับมือกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว อาทิ  MVP, KLOOK และ Ascend Travel จัดทำโครงการ “Thailand Holideals” รวบรวมแพ็กเกจ และ Voucher  ท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษ จากผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำทั่วเมืองไทยมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสรรบนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/holideals โดยครอบคลุมทุกหมวดหมู่ของการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม  ร้านอาหาร สปา นันทนาการ และบริษัทนำเที่ยว พร้อมทั้งสามารถเลือกชำระด้วยระบบโทเคนดิจิทัลได้ด้วย นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับการใช้เหรียญดิจิทัลเพื่อการจับจ่ายสินค้าท่องเที่ยวของโครงการ ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว Free Individual Traveller และ Group Individual Traveller  ซึ่งต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

โดย ททท. เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นการบุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ และสามารถกระตุ้นการส่งเสริมการขาย ให้กับผู้ประกอบการในทุกช่องทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และผู้เดินทาง




ทั้งนี้ โครงการ “Thailand Holideals” ยังมีการจัดแคมเปญสุดพิเศษ 3.3 (วันที่ 3 มีนาคม 2565) และ  4.4 (วันที่ 4 เมษายน 2565) ที่จะมี Voucher สามารถเลือกซื้อสินค้าท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษของโครงการ  Thailand Holideals ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา นันทนาการ ทัวร์ ฯลฯ ในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นที่ 9 บาท ผ่านทาง เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/holideals ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และ ททท. เชื่อว่าโครงการนี้ จะช่วยส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย รวมถึงกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และรับสิทธิพิเศษ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์

www.tourismthailand.org/holideals โดยเงื่อนไขการใช้บริการเป็นไปตามที่สถานประกอบการกำหนด

 

 

 

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565

ททท. ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 จากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ เที่ยวบินแรกในรอบ 32 ปี

ททท. ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 จากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ เที่ยวบินแรกในรอบ 32 ปี             

                นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย Mr. Almusaed Musaed Muhammed, Assistant Vice President of International Regions สายการบินซาอุดีอาระเบีย นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเดชา ปิ่นอารีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้โดยสาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของ สายการบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน SV846 บินตรงจากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มตลาดซาอุดีอาระเบีย เมื่อเย็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

                นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์ SV846 สายการบิน Saudia Airlines บินตรงจากเมืองเจดดา - กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 18.05 น. นำคณะนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบีย เดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย จำนวน 71 คน นับเป็นการเปิดเส้นทางบินครั้งแรกในรอบ 32 ปี จากกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย - กรุงเทพฯ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเชิญชวนและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมกันนี้ ททท. ได้เตรียมพร้อมกิจกรรมการต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ อาทิ ของที่ระลึก การแสดงทางวัฒนธรรมไทย (โขน ตอนยกรบ) และอุโมงค์น้ำ (Water Salute)  เพื่อแสดงมิตรไมตรีและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยครั้งนี้ด้วย

                นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผยว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างสายการบิน Saudia Airlines จะทำการบินมายังประเทศไทยจำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (วันจันทร์-พุธ-ศุกร์) ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง (Boeing) 789 จำนวน 298 ที่นั่ง เริ่มเปิดเส้นทางบินตรง ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565    เป็นต้นไป ซึ่ง ททท. คาดว่าเที่ยวบินตรงนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จในการส่งเสริมการเดินทางมายังประเทศไทย ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ลดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสต่อยอดในการขยายตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง ไม่เพียงเท่านั้น ททท. จะผลักดันแคมเปญสื่อสารตลาดต่างประเทศ Visit Thailand Year 2022 : Amazing New Chapters ที่สอดคล้องกับโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio - Circular - Green Economy) โดยเสนอมุมมองใหม่ผ่านสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว 3 กลุ่มหลัก คือ สุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) ทะเล (Beaches) และช้อปปิง (Shopping) เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ และแลกเปลี่ยนการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง (Ease of Travelling) พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ (Millennials) กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางครั้งแรก (First Visit)  กลุ่มรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) และกลุ่มครอบครัว (Family) นอกจากนี้ ททท.จะหารือกับพันธมิตร ทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดรูปแบบ B2B (Business to Business) และ B2C (Business to Customer) อาทิ การจัดกิจกรรม Tradeshow Roadshow และ Consumer Fair รวมทั้ง Joint Promotion ร่วมกับพันธมิตร มอบสิทธิพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากยิ่งขึ้น

                สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนและขยายฐานนักท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสถิติปี 2562 พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบีย เดินทางมาประเทศไทย 36,783 คน สร้างรายได้กว่า 3,220.15 ล้านบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มรักษาพยาบาล มีพฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวชาดหาด-ชายทะเล การเข้ารักษาพยาบาลหรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical และ Health and Wellness) และกิจกรรมช้อปปิง และจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา พังงา กระบี่ เกาะสมุย และเชียงใหม่

 

 

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

หลังโอมิครอนพ่นพิษ ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลโอด ซื้อแพงแต่ขายถูกยอมขาดทุน รักษาสิทธิ

หลังโอมิครอนพ่นพิษ  ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลโอด ซื้อแพงแต่ขายถูกยอมขาดทุน รักษาสิทธิ

        จากการลงพิ้นที่บริเวณขายสลากกินแบ่งรัฐบาลบริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร ของผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฎว่า ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยต้องแบกรับภาระขาดทุนจากต้นทุนสลากที่ซื้อมาแพง แต่ต้องยอมขายในราคาถูก เพื่อรักษาโค้วต้าสลากฯไว้ การระบาดอีกครั้งของเชื้อโควิด "โอมิครอน" ยังกระทบกับผู้ค้าสลากรายย่อยในแต่ละงวด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากให้มีการแก้ไขสัดส่วนกำไรจากต้นทาง เพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้

                     ผู้ค้าสลากรายย่อยหลายราย บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เกือบทุกแผงมีการติดป้ายขายสลากในราคาใบละ 55 บาท ในหมวดเลขไม่สวย ส่วนในหมวดตัวเลขที่นิยมกันราคาขายยังเป็นไปตามกลไกของตลาด ที่มีราคาต้นทุนสูงอยู่มาอย่างต่อเนื่อง

                      แม่ค้าขายลอตเตอรี่ย่านสี่แยกคอกวัวรายหนึ่งยอมรับว่า ต้องแบกภาระขาดทุนมาแล้วหลายงวด ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 เรื่อยมา ผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลน้อยลง การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการแข่งขันกันมากขึ้น ช่องทางซื้อขายแพลตฟอร์มออนไลน์ยังส่งผลถึงผู้ค้าสลากที่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ที่ต้องแบกภาระขาดทุนมาโดยตลอด เพื่อรักษาโค้วต้าและเครดิตตัวเองไว้ การแก้ไขปัญหาราคาจากต้นทางให้ถูกลง จะเป็นธรรมกับผู้ค้ารายย่อยให้มีอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว


                      ปรากฎการณ์ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาเพียงใบละ 55 บาทเท่านั้น จากราคาต้นทุนที่ออกจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใบละ 70 บาท 40 สตางค์ ผู้ค้าต้องยอมขาดทุนหลายงวดติดต่อกัน นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนนโยบายของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกมาหลายรูปแบบ หวังแก้ปัญหาราคาต้นทุนสลากแพง กลับยิ่งสร้างความปั่นป่วนในตลาดค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กระทบกับหลายองค์กร หลายสมาคมที่เป็นคู่ค้ากับสำนักงานสลากฯ จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ได้ตามเป้าที่ควรจะเป็น

                      การแก้ปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลแพงกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การปรับลดราคาจากต้นทางน่าจะเป็นการคืนกำไรให้กับประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง เป็นการช่วยราชเสริมรัฐ โดยทีมข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลย่านสี่แยกคอกวัวรายหนึ่งว่า ปัจจุบันราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลตกลงไปอยู่ที่ใบละ 50 บาท ต้องฝืนทนยอมขาดทุน ซื้อแพงขายถูก

                   

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จับมือ อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส ประกาศความร่วมมือด้านคอร์สออนไลน์พัฒนาทักษะ Upskill Reskill ยกระดับแรงงานไทย ดึงการลงทุนจากต่างชาติใน Smart City และ EEC

บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จับมือ อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส ประกาศความร่วมมือด้านคอร์สออนไลน์พัฒนาทักษะ Upskill Reskill ยกระดับแรงงานไทย ดึงการลงทุนจากต่างชาติใน Smart City และ EEC

 

                   บริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด หรือ BIH ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและคอร์สออนไลน์ Upskill Reskill สำหรับองค์กรและประชาชนทั่วไปเพื่อตอบโจทย์ Thailand 4.0 ได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เป็นบริษัทในเครือข่ายของบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อมตะ ซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้นำด้านการดูแล พัฒนา และการจัดการในนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้


                ดร. ผาณิต เสรีบุรี CEO บริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด ได้กล่าวถึงความร่วมมือนี้ว่า “ในสมัยก่อนนั้น ประเทศไทยนับว่าเป็น ประเทศ ที่จัดอยู่ในลำดับต้นๆของประเทศน่าลงทุน มักจะอยู่ในลิสก์ที่ชาวต่างชาติประเมินเพื่อมาลงทุน เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อได้เปรียบทางด้านที่ตั้ง การสนับสนุนจากภาคต่างๆ และ ความสามารถของแรงงานไทย แต่ในช่วงหลัง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศต่างๆ รวมถึง ประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการพัฒนากันอย่างรวดเร็ว มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนมากมายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศนั้นๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถของแรงงานและบุคลากรต่างๆ ในประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างๆสนใจ และย้ายฐานการลงทุน และการผลิตออกจากประเทศไทยมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ซึ่งถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยโดยไม่ทำอะไร จากที่เราเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของการลงทุนนั้น อาจจะทำให้ประเทศไทยค่อยๆ หลุดออกจากเป้าหมายการลงทุนของต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งทาง BIH เองได้เล็งเห็นถึงจุดนี้ และอยากที่จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะพัฒนาบุคลากรต่างๆ รวมถึงแรงงานในประเทศ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้กับทางอมตะ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งจะเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเรากลับเข้าสู่เป้าหมายหลัก และเป็นอันดับต้นๆ ในเวทีนานาชาติอีกครั้ง ”



                     ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวความร่วมมือสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแรงงานไทยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ และเพื่อตอบโจทย์ความเป็น Smart city ของอมตะแลัว ทางบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จะเข้ามาช่วยเสริมในมุมของ Smart Education and Lifelong learning Platform โดยร่วมกันให้บริการคอร์สออนไลน์ภายใต้แบรนด์ Achieve Plus มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะการทำงานยุคใหม่ รวมถึงงานที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล Digital HR ครบวงจรสำหรับกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และระยอง โดยจะเน้นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรต่างๆ ในนิคม  ให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Hard skill ต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพด้านการทำงานในปัจจุบัน รวมไปถึง Soft skill เพิ่มศักยภาพของบุคลากร และขยายผลไปในส่วนทักษะเพื่ออนาคต Future skill ต่อไป เพื่อรองรับและตอบสนองโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนี่จะเป็นก้าวสำคัญ ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดแรงงานของประเทศไทยในพื้นที่ EEC ให้สามารถต่อสู้ในระดับนานาชาติได้ต่อไปในอนาคต


วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

สทท. ปรึกษาหารือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก่อนการลงนามร่วมกันในความร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ

สทท. ปรึกษาหารือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก่อนการลงนามร่วมกันในความร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ 

                       นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ร่วมปรึกษาหารือกับว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตัวแทนนายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ก่อนลงนามร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการบริหาร สทท. อาทินางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธาน สทท., นายสุรวัช อัครวรมาศ รองประธาน สทท., นายกฤษณ์ จิระมงคล ผู้ช่วยประธาน สทท. และนายกสมาคมผู้ผสมเครื่องดื่มและบริการ, นายยุพราช วงศ์ดาวกูล ผู้ช่วยประธาน สทท.และประธานชมรมบาร์เทนเดอร์ภาคตะวันออกประเทศไทย, นายเอกสิทธิ์ งามพิเชษฐ์ กรรมการบอร์ด สทท. และผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมปรึกษาหารือด้วย ณ ห้องประชุมอัมพร จุณณานนท์ ชั้น 10 อาคารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565

                                               





                       การปรึกษาหารือในครั้งนี้ นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กับ ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ รอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งคณะกรรมการบริหาร ได้กล่าวถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดยมีแผนในการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกันในหลายๆ ประเด็น รวมถึงแผนการพัฒนาฝีมือแรงงานหลักสูตรพนักงานผสมเครื่องดื่ม และการส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาท่องเที่ยวและบริการ การพัฒนาศักยภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ  บูรณาการการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้แก่วิทยากร บุคลากรฝึก อาคารสถานที่ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยร่วมกันส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการจัดส่งพนักงานเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาท่องเที่ยวและบริการ และได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าว รวมทั้งทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติให้แก่นักศึกษาหรือกำลังแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน




โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการให้มีคุณภาพในด้านทักษะฝีมือและผลิตภาพให้เพียงพออย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบกิจการ รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทักษะในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engines of Growth) และรองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

              พร้อมกันนี้ นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และตณะกรรมการบริหาร สทท. ก็ได้อวยพร ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ปี 2565 ด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...